
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้บูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การนำเข้า การขนส่ง การประกอบกิจการโรงงาน การคัดแยก การรีไซเคิล ไปจนถึงการกำจัดกากของเสีย
ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรก โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยย้ำว่า ไทยต้องไม่เป็นแหล่งรองรับการทิ้งขยะจากต่างประเทศ และต้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพประชาชนควบคู่กัน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุมกำหนดแนวทางดำเนินงาน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงและมีข้อร้องเรียนจากประชาชน
2. การทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออก เพื่อควบคุมและติดตามการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
3. การปรับปรุงกฎหมายในระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและยกระดับบทลงโทษให้มีความเข้มงวด โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมศุลกากรและอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นประธานร่วมในการทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออก
ขณะที่นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ จะร่วมดูแลการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่ากฎหมายปัจจุบันมีช่องว่างหรือจำเป็นต้องปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างไร

สำหรับมาตรการเร่งด่วน กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมจัดชุดเฉพาะกิจ 50 ทีม กระจายลงพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ จังหวัดละ 10 ทีม เริ่มดำเนินการวันที่ 1 พ.ย.69 โดยมุ่งตรวจสอบโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ปัจจุบันมีโรงงานที่จดทะเบียนประเภทดังกล่าวทั่วประเทศ 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้กว่า 1,500 แห่งอยู่ใน 5 จังหวัดเป้าหมาย โดยจะให้ความสำคัญกับโรงงานที่มีความเสี่ยง มีข้อร้องเรียน หรือเคยมีประวัติการดำเนินคดีเป็นลำดับแรก
ทั้งนี้ จำนวนโรงงานที่จดทะเบียนไม่ได้หมายความว่าทุกแห่งมีการกระทำผิด โดยทีมตรวจสอบจะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด พร้อมประสานฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจสนับสนุนการปฏิบัติงาน คาดว่าจะ เห็นความคืบหน้าภายใน 1 สัปดาห์
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า นายวราวุธได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประกอบกิจการอย่างเข้มงวด ทั้งประเภทเครื่องจักร กระบวนการผลิต การจัดเก็บและกำจัดของเสีย ว่าตรงตามเงื่อนไขใบอนุญาตหรือไม่ โดยจะไม่ผ่อนปรนการขยายระยะเวลาให้โรงงานที่ได้รับคำสั่งแก้ไขแล้วแต่ไม่ดำเนินการภายในกำหนด
ทั้งนี้ หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งอาจถึงขั้นสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาต พร้อมประสานตำรวจเฝ้าระวังการลักลอบขนย้ายกากอุตสาหกรรมออกไปทิ้งในพื้นที่อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหามลพิษขยายวงกว้าง โดยปัญหาผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างในการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตามมาตรา 37 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรงงานกับโรงงานบางแห่งแล้ว และอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษให้การกระทำผิดไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่ได้รับ รวมถึงหารือแนวทางประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและศึกษาช่องทางดำเนินการกับทรัพย์สินของผู้กระทำผิดตามกฎหมาย
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังสนับสนุนข้อมูลบริษัทและโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อตรวจสอบกรณีที่อาจเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนหรือนอมินี โดยจะดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ไม่เหมารวมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ในส่วนของการควบคุมการนำเข้า ที่ประชุมได้หารือแนวทางให้โรงงานเป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบโดยตรงแทนการนำเข้าผ่านผู้ค้าคนกลาง เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและติดตามวัตถุดิบจนถึงโรงงานปลายทางได้อย่างชัดเจน พร้อมพิจารณาเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากรกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงศึกษาเกณฑ์การปนเปื้อนของสายไฟและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในเศษโลหะนำเข้า โดยต้องสอดคล้องกับกฎหมายไทยและอนุสัญญาบาเซล
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับสัดส่วนสิ่งปนเปื้อนที่ยอมรับได้ และไม่ได้เป็นการห้ามนำเข้าเศษเหล็กทั้งหมด เนื่องจากต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้วัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กัน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กรมศุลกากรรายงานว่า ในปีที่ผ่านมาได้จับกุมของเสียและเศษขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ปะปนมากับสินค้านำเข้า และดำเนินการส่งกลับประเทศต้นทางรวมกว่า 10 ล้านกิโลกรัม สะท้อนความจำเป็นในการยกระดับมาตรการตรวจสอบและป้องกันการสำแดงสินค้าไม่ถูกต้อง โดยกรมศุลกากรจะร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศและกรมควบคุมมลพิษ พิจารณาแนวทางกำหนดเกณฑ์สิ่งปนเปื้อนและหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธินำเข้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำของเสียเข้าประเทศ
สำหรับการเยียวยาประชาชน รัฐบาลยืนยันหลักการให้ผู้ประกอบการที่ก่อความเสียหายต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยกรณีปัญหาคราบน้ำมันในจังหวัดปราจีนบุรี ได้มีการหารือแนวทางเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ทั้งความเสียหายภายหลังน้ำลดและการเพาะปลูกข้าวรอบถัดไป ผ่านการสำรวจและประเมินความเสียหายร่วมกันระหว่างบริษัท หน่วยงานจังหวัด และประชาชน
ส่วนกรณีที่พบกากของเสียแต่ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะใช้งบประมาณที่มีอยู่ดำเนินการจัดการปัญหาก่อน และหากไม่เพียงพออาจเสนอขอรับการจัดสรรเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรอการแก้ไขปัญหาจนเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น
“รัฐบาลยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องดำเนินการอย่างจริงจังทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการตรวจจับโรงงานที่กระทำผิด แต่ต้องปิดช่องโหว่ตั้งแต่การนำเข้า การขนส่ง การประกอบกิจการ ไปจนถึงการกำจัดกากของเสีย พร้อมยกระดับกฎหมายและติดตามผู้กระทำผิดให้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจะมีการรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนเป็นรายสัปดาห์ และสรุปผลการดำเนินงานเสนอนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และคุ้มครองสุขภาพกับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก





