
ศูนย์สื่อวิทยาศาสตร์แห่งออสเตรเลีย (Australian Science Media Center) เปิดเผยผลการศึกษาบนเว็บไซต์ในวันนี้ (3 พ.ย.) ว่า ยอดผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 20.2% และ 39.3% ตามลำดับ ภายในปี 2593 แม้เป็นโรคที่สามารถลดความเสี่ยงและป้องกันได้ในคนส่วนใหญ่ก็ตาม
รายงานระบุว่า คณะนักวิจัยจากออสเตรเลียและนานาชาติได้วิเคราะห์อัตราการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก จำนวนผู้เสียชีวิต และผลกระทบต่อสุขภาพใน 204 ประเทศและดินแดน ตั้งแต่ปี 2533-2566 พร้อมทั้งสร้างแบบจำลองแนวโน้มไปจนถึงปี 2593
ผลการศึกษาแบบจำลองที่ตีพิมพ์ในวารสาร เนเจอร์ เมดิซิน (Nature Medicine) ระบุว่า ในปี 2566 มีการประเมินว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ 887,000 ราย และมีผู้เสียชีวิต 369,000 รายทั่วโลก และภายในปี 2593 จำนวนผู้ป่วยรายปีได้รับการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 20.2% จากระดับของปี 2567 สู่ระดับ 1.08 ล้านราย ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 39.3% สู่ระดับ 522,000 ราย
ภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา (Sub-Saharan Africa) คาดว่าจะเผชิญกับอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยคาดว่า จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น 88.7% และผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้น 95.4% ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 206,000 รายในปี 2593
นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า หากแนวโน้มปัจจุบันยังดำเนินต่อไป จะไม่มีภูมิภาคใดใน 7 ภูมิภาคทั่วโลกที่ศึกษา สามารถบรรลุเกณฑ์การกำจัดมะเร็งปากมดลูกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ภายในปี 2593 ซึ่งกำหนดให้มีผู้ป่วยรายใหม่น้อยกว่า 4 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน
คณะผู้จัดทำรายงานได้เรียกร้องให้มีการขยายการเข้าถึงการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี (HPV) การตรวจคัดกรอง และการรักษาให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงมาตรการเหล่านี้ยังคงมีความแตกต่างกันอย่างมากทั่วโลก
รายงานระบุเสริมว่า ในปี 2566 อัตราการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกที่ปรับตามมาตรฐานอายุในประเทศรายได้ต่ำนั้นสูงกว่าประเทศรายได้สูงมากกว่า 4 เท่า ขณะที่อัตราการเสียชีวิตสูงกว่ามากกว่า 7 เท่า
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กัลยาณี ชีวะพานิช





