
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวไตรมาสแรก ปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 347 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 78 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 269 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 97,780 ล้านบาท โดยมีจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่
1. สหรัฐอเมริกา 61 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,903 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
– ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม
– ธุรกิจโฆษณา
– ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กีฬา และศูนย์ออกกำลังกาย
– ธุรกิจบริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight Forwarder)
2. ญี่ปุ่น 55 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 21,240 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
– ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจวิเคราะห์แผงวงจรของเครื่องจักร เพื่อหาสาเหตุกรณีที่เกิดการขัดข้อง เป็นต้น
– ธุรกิจบริการให้สิทธิแก่ผู้ประกอบธุรกิจบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แบบเร่งด่วน (Fast Fit)
– ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Printed Circuit Board Assembly (PCBA) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ และแม่พิมพ์ เป็นต้น
3. จีน 54 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 22,042 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
– ธุรกิจผลิตเครื่องประดับที่ทำจากเงิน
– ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และสายสวนบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
– ธุรกิจจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล ยางล้อสำหรับยานพาหนะ และผลิตภัณฑ์เคมีเพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น
4. สิงคโปร์ 44 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 18,547 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
– ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น แบตเตอรี่สำหรับยานพาหนะ เครื่องจักร และเครื่องกล เป็นต้น
– ธุรกิจบริการ Cloud Service
– ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วน Smart Card ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และชิ้นส่วนช่วงล่างของยานพาหนะ เป็นต้น
5. ฮ่องกง 33 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,950 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
– ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการติดตั้ง การให้คำปรึกษาและแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งค่า การบำรุงรักษา และการซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบต่างๆ เป็นต้น
– ธุรกิจบริการจัดหาผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการในประเทศไทยด้านที่พัก ตั๋วเดินทาง ร้านอาหาร
– ธุรกิจบริการพัฒนา / ปรับปรุงซอฟต์แวร์
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสำนักงาน และผลิตภัณฑ์โลหะ เป็นต้น
เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 75 ราย (28%) (เดือน ม.ค.-มี.ค. 2569 อนุญาต 347 ราย / เดือน ม.ค.-มี.ค. 2568 อนุญาต 272 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 50,747 ล้านบาท (108%) (เดือน ม.ค.-มี.ค. 2569 ลงทุน 97,780 ล้านบาท / เดือน ม.ค.-มี.ค. 2568 ลงทุน 47,033 ล้านบาท) รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 3,132 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,527 คน (95%) (เดือน ม.ค.-มี.ค. 2569 จ้างงาน 3,132 คน / เดือน ม.ค.-มี.ค. 2568 จ้างงาน 1,605 คน)
นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 155 ราย คิดเป็น 45% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 347 ราย มูลค่าลงทุน 52,403 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล ยางล้อสำหรับยานพาหนะ และ Aircraft Engine Case เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค
3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services

การลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ในไตรมาส 1/69
นักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 108 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 20 ราย (23%) (เดือน ม.ค. – มี.ค. 2569 ลงทุน 108 ราย / เดือน ม.ค. – มี.ค. 2568 ลงทุน 88 ราย) โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 44,001 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก จีน 37 ราย ลงทุน 19,535 ล้านบาท ญี่ปุ่น 19 ราย ลงทุน 4,839 ล้านบาท สิงคโปร์ 15 ราย ลงทุน 7,652 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 37 ราย ลงทุน 11,975 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ
– ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร
– ธุรกิจบริการออกแบบชิ้นส่วนที่ทำจากยาง หรือเรซิ่นทุกชนิด
– ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Printed Circuit Board Assembly (PCBA), Aircraft Engine Case และผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสำนักงาน เป็นต้น
ทั้งนี้ เฉพาะเดือนมีนาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 104 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 31 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 73 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 33,351 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 494 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมและการควบคุมสถานีจ่ายน้ำมันและก๊าซ องค์ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ของเสีย และนวัตกรรมการเพิ่มอัตราการรีไซเคิล และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบบริหารจัดคลังสินค้า เป็นต้น
ธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนมีนาคม 2569 ได้แก่
– ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจประเมินและให้การรับรองด้านก๊าซเรือนกระจก และการตรวจประเมินและให้การรับรองด้านความปลอดภัย อาหาร ยา เวชภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น
– ธุรกิจการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วน สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เคมีภัณฑ์และพลาสติก เป็นต้น
– ธุรกิจบริการด้านจัดการพลังงาน โดยเป็นการติดตั้งและบริหารจัดการระบบผลิตน้ำเย็น
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ เป็นต้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 เม.ย. 69)




