
รัฐสภาไต้หวันที่พรรคฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก อนุมัติงบประมาณกลาโหมเพิ่มเติม 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในวันนี้ (8 พ.ค.) โดยวงเงินนี้คิดเป็นเพียง 2 ใน 3 ของงบที่รัฐบาลเสนอ เพื่อเร่งเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพไต้หวันรับมือกับการยกระดับอาวุธของจีนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ได้เสนอขอใช้งบประมาณเสริม 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 3.98 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อนำไปจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ และลงทุนผลิตยุทโธปกรณ์ในประเทศ เช่น โดรน เพื่อใช้ป้องปรามจีน
อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านที่ครองเสียงข้างมากในสภาไม่เห็นชอบกับวงเงินดังกล่าว จึงผลักดันร่างงบประมาณฉบับของตนเองที่มูลค่า 7.8 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) แทน โดยระบุว่าแผนของรัฐบาลขาดความชัดเจนและสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดทุจริต
ทางด้านพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล แสดงความผิดหวังที่ฝ่ายค้านเมินเฉยต่อคำชี้แจงของกระทรวงกลาโหม พร้อมเตือนว่าการตัดงบครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะลดทอนศักยภาพทางการทหาร แต่ยังอาจสร้างช่องโหว่ด้านความมั่นคงด้วย
ขณะเดียวกัน เจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด ชี้แจงกับผู้สื่อข่าวว่า งบประมาณที่ผ่านการอนุมัติในครั้งนี้ จะนำไปใช้สำหรับจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เท่านั้น
ด้านนักการทูตระดับสูงจากสหรัฐฯ ประจำไต้หวันได้กดดันให้รัฐสภาเร่งผ่านงบประมาณด้านกลาโหมที่ “ครอบคลุมทุกด้าน” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยย้ำว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธแบบครบวงจร รวมถึงโดรน เป็นอาวุธสำคัญที่มีความต้องการสูงทั่วโลกในขณะนี้
นอกจากนี้ มีรายงานว่า อาจมีการประกาศแพ็กเกจงบประมาณชุดที่สองอีกราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เดินทางกลับจากการเยือนจีนในสัปดาห์หน้า
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 พ.ค. 69)





