พาณิชย์ลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิแนะใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอเพิ่มแต้มต่อการส่งออก

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ สำรวจศักยภาพสินค้าเกษตรในดินแดนหุบเขาเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างความเข้าใจในการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพิ่มแต้มต่อให้กับสินค้าเกษตรของไทยในตลาดคู่ค้าสำคัญให้กับสหกรณ์ เกษตรกร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่สร้างเครือข่ายผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

ซึ่งจะเป็นเครื่องมือขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปของไทยสู่ตลาดโลก โดยปัจจุบันไทยมีความตกลงการค้าเสรี 13 ฉบับกับ 18 ประเทศ ที่ได้มีการลดและยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าส่งออกส่วนใหญ่จากไทยแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่เกษตรกรในอำเภอหนองบัวแดงจะพัฒนาสินค้าให้ได้คุณภาพเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ

โดยได้มีโอกาสหารือกับประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติหนองบัวแดง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อและเครือข่ายโคขุนเพื่อการส่งออกจังหวัดชัยภูมิ และประธานกลุ่มผู้ผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก ในวงเสวนาเรื่อง “การพัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้าสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” เพื่อหาแนวทางพัฒนาศักยภาพสินค้าเกษตรของสหกรณ์ เกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ให้ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

และการลงพื้นที่ครั้งนี้พบกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ อาทิ ผ้าย้อมสีธรรมชาติของกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติหนองบัวแดง ทอลวดลายแบบโบราณ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นลงบนผืนผ้า คือ ลายไข่มดแดงและลายนาค ซึ่งได้รับความนิยมมากทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งการผลิตผ้าของกลุ่มผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand และกำลังเติบโตก้าวไปสู่การเป็นเกษตรอินทรีย์สากล มาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ (IFOAM) มีสมาชิก 180 คน สร้างรายได้ 3.6 ล้านบาทต่อปีกล้วยหอมทอง (ส่งออกไปญี่ปุ่น) และอื่นๆ โคขุนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อและเครือข่ายโคขุนเพื่อการส่งออกจังหวัดชัยภูมิ มีสมาชิก 3,000 ครัวเรือน มีโคขุน 6,000 ตัว รายได้ 200 ล้านบาทต่อปี กล้วยหอมทองของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก ซึ่งมีสมาชิก 74 ครัวเรือน มีรายได้ 2.4 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ยังได้พบหารือกลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านโหล่น ผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออกไปประเทศเกาหลีใต้ จีน และเวียดนาม มีสมาชิก 150 ราย มีรายได้ 63 ล้านบาทต่อปี จึงได้แนะนำให้ใช้ประโยชน์จากความตกลงเขตการค้าเสรีที่ไทยมี เพื่อสร้างความได้เปรียบให้แก่สินค้าไทยในตลาดโลก

สำหรับสถิติการค้าระหว่างประเทศปี 2563 ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ต.ค.63) พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตร (กสิกรรม ประมง และปศุสัตว์ ไม่รวมอุตสาหกรรมการเกษตร) ของไทยไปประเทศที่มีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) มีมูลค่ารวมกว่า 12,288.6 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 70.5% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปโลก โดยยังคงขยายตัว 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 จึงมีโอกาสสูงที่การส่งออกสินค้าเกษตรไทยจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยมีความพร้อมในการควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดี รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจของตลาดส่งออกสำคัญเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการปิดประเทศ อาทิ กล้วยหอม ปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ส่งออก อันดับ 2 ของอาเซียน รองจากฟิลิปปินส์ โดยในช่วง 10 เดือนปีนี้ ไทยส่งออกกล้วยหอมสดสู่ตลาดโลก 2,800 ตัน มูลค่ากว่า 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6.4% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 ตลาดสำคัญ คือ ญี่ปุ่น จีน และกัมพูชา โดยปัจจุบัน 15 ประเทศคู่เอฟทีเอ ได้แก่ อาเซียน จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และเปรู ไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้ากล้วยหอมจากไทยแล้ว เหลือเพียงอินเดียและเกาหลีใต้ที่ยังเก็บภาษีนำเข้า ร้อยละ 30 และญี่ปุนมีโควต้าภาษีนำเข้าไม่เกิน 8,000 ตัน ไม่เสียภาษีนำเข้า

นอกจากนี้ ไทยยังครองตำแหน่งผู้ส่งออกมะม่วง อันดับ 1 ของอาเซียน โดยช่วง 10 เดือนของปีนี้ ไทยส่งออกมะม่วงสู่ตลาดโลกถึง 8.5 หมื่นตัน มูลค่ากว่า 83 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 15% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 ตลาดส่งออกสำคัญ คือ มาเลเซีย เกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น โดยปัจจุบัน 15 ประเทศคู่เอฟทีเอ เช่น จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เวียดนาม มาเลเซีย ไม่เก็บภาษีนำเข้าจากไทยแล้ว เหลือเกาหลีใต้ที่ยังเก็บภาษีนำเข้า 24%

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 พ.ย. 63)

Tags: , , , , , , ,
Back to Top