โบรกฯเชียร์ ซื้อ MTC คาดกำไร Q2/64 ทำนิวไฮตามการเร่งตัวสินเชื่อผ่านสาขาใหม่

โบรกเกอร์ต่างเชียร์”ซื้อ”หุ้น บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) คาดกำไรไตรมาส 2/64 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง จากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามการเร่งตัวของสินเชื่อ ผ่านการเปิดสาขาใหม่

ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลังก็คาดว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงจะไม่มีการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนของ MTC นั้นต่ำกว่าเพดานดอกเบี้ยค่อนข้างมากอยู่แล้ว

หุ้น MTC ปิดเช้าที่ 63.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ดัชนี SET ปิดบวก 8.76 จุด

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลกำไรของ MTC งวดไตรมาส 2/64 น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรในไตรมาสนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ขณะที่ทิศทางครึ่งปีหลังมีโอกาสที่จะฟื้นตัวขึ้นจากครึ่งปีแรก เนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ในช่วงก่อนหน้า ส่งผลทำให้ MTC สามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น และคาดว่าจะเริ่มเห็นรายได้ที่เข้ามาเพิ่มขึ้นของลูกค้าใหม่ๆ ในครึ่งปีหลังนี้เป็นต้นไป รวมถึงจะไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมแล้ว

ทั้งนี้ ด้วยพอร์ตสินเชื่อของ MTC ที่มีสัดส่วนรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุก อยู่ค่อนข้างมาก ก็เชื่อว่าจะหนุนให้สินเชื่อมีการเติบโตขึ้น เนื่องด้วยในกลุ่มดังกล่าวยังมีความต้องการใช้เงินเพื่อดำรงชีพ เช่น การส่งอาหารดิลิเวอรี่ การขนส่งโลจิสติกส์ต่างๆ เป็นต้น

“เชื่อว่าด้วยธุรกิจแบบนี้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะแย่อย่างไรก็ตาม คนก็ยังต้องการสินเชื่อ หรือเงินอยู่ดี ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าจะบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) ได้ดีแค่ไหน โดยที่ผ่านมา MTC ค่อนข้างมีการบริหารจัดการที่ดี” 

นายวิจิตร กล่าว

สำหรับราคาหุ้น ณ ปัจจุบันที่อยู่ระดับ 60 บาทต้น ๆ นั้น มองว่ายังอัพไซต์ จากการเก็งกำไรในผลประกอบการไตรมาส 2/64 ซึ่งหุ้นกลุ่มสินเชื่อโดยรวมก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และ MTC ก็สามารถทำนิวไฮได้

ด้านบล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า MTC ได้มีการประเมินภาพธุรกิจสินเชื่อในช่วงไตรมาส 2/64 ว่ามีการขยายตัวของสินเชื่อที่ดี เนื่องจากลูกค้าหลักที่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร จำเป็นต้องใช้เงิน (overdraft) ในช่วงการเก็บเกี่ยว ส่งผลให้อุปสงค์สินเชื่อยังคงเติบโตได้ตามเป้า ซึ่งคาดว่าปีนี้จะเติบโตได้ 20-25%

คุณภาพสินเชื่อราว 90% ของกลุ่มลูกค้าอยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตร และมีรายได้กว่า 92% จากต่างจังหวัด ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากการยกระดับมาตรการ คาดจะไม่มี NPL เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะจากไตรมาสก่อน

ส่วนต้นทุนด้านการเงินยังคงเป็นไปตามคาด และตั้งเป้าลดลง 20bps ในปีนี้ โดยขณะนี้มีสาขากว่า 5,300 สาขา จาก 4,884 ในปีก่อน

ทั้งนี้ MTC คาดจะไม่ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนของ MTC นั้นต่ำกว่าเพดานดอกเบี้ยค่อนข้างมากอยู่แล้ว รวมถึงอาจมีการลดเพดานดอกเบี้ยในอนาคตเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตามทางฝ่ายฯ มีมุมมองเป็นบวกต่อการเติบโตและคุณภาพของสินเชื่อ รวมถึงมีความเห็นสอดคล้องด้านผลกระทบต่อต่างจังหวัดที่น้อยกว่ากรุงเทพฯแม้คาดอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิจะลดลงในปีนี้แต่มองจะแซงกลุ่มในปีหน้า เนื่องจากมีสินเชื่อผลตอบแทนสูง และยอดสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นช่วยหนุนการลดอัตราดอกเบี้ยจำนำทะเบียนก่อนหน้านี้

ด้านบล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) คาดกำไรไตรมาส 2/64 ยังทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยคาดจะมีกำไรอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.2% จากปีก่อน และ 2.5% จากไตรมาสก่อนหน้า มาจากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามการเร่งตัวของสินเชื่อ ผ่านการเปิดสาขาใหม่ ถึงแม้จะคาดว่าการตั้งสำรองในไตรมาสนี้อาจจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

ขณะที่คาดกำไรครึ่งปีแรกเติบโต 11.1% หรือคิดเป็น 2.8 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเปิดสาขาเพิ่ม และความต้องการใช้เงินที่ยังคงมีต่อเนื่อง ทำให้รายได้ดอกเบี้ยยังเติบโตได้ แม้ว่าผลตอบแทนสินเชื่ออาจลดต่ำลง ทั้งจากการแข่งขัน และการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

พร้อมคงประมาณการเดิมที่คาดว่า MTC จะมีกำไรปี 64 อยู่ที่ 6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% จากปีก่อน ถึงแม้ว่าการแข่งขันในธุรกิจจำนำทะเบียนจะรุนแรง และมีความเสี่ยงในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่คาดสินเชื่อของ MTC จะเติบโตต่อ และทำให้กำไรเติบโตได้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ก.ค. 64)

Tags: , , , , , ,
Back to Top