สุพัฒนพงษ์ ยันตรึงค่าไฟถึงปลายปีแม้น้ำมันพุ่ง ยันมาตรการลดราคาดีเซลสร้างสมดุล

นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็วทำให้อากาศหนาวเย็นในหลายภูมิภาค กระทบต่อการผลิตด้านพลังงานในสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และในบางประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ ส่งผลทำให้ราคาค่าไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 2-3 เท่า แต่ในส่วนของประเทศไทยยืนยันว่ายังไม่มีผลกระทบต่อค่าไฟ เนื่องจากรัฐบาลได้ตรึงค่า FT จนถึงสิ้นปี แต่จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ส่วนมติของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่อนุมัติแนวทางการดูแลราคาดีเซลเพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชน เป็นมาตรการที่สามารถรักษาสมดุลในตลาด โดยให้ปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของดีเซล B7 จาก 1 บาท เหลือ 0.1 บาท มีผลให้ราคาลดลงทันทีลิตรละ 1 บาท

สืบเนื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงแก๊ซธรรมชาติและถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้น และแม้โอเปคจะมีการประชุมเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตประมาณ 4 แสนบาร์เรลต่อวัน เพื่อตรึงราคาน้ำมันนั้นก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถหยุดยั้งการปรับราคาน้ำมันในช่วงนี้ได้ จึงเป็นเหตุจำเป็นที่รัฐบาลเข้ามาดูแลในส่วนของน้ำมันดีเซลบี 7 ซึ่งราคาทะลุไปถึง 30 กว่าบาทต่อลิตร

และแม้ว่าจะมีการเชิญชวนให้ประชาชนหันมาใช้ B10 แทน B7 เนื่องจากราคาต่ำกว่า 30 บาท แต่ยังไม่เป็นที่นิยม เพราะยังพบปัญหาทางเทคนิคในการใช้งาน ทำให้ส่วนใหญ่ยังใช้ B7 เหมือนเดิม จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลต้องเข้าไปดูแลเพื่อพยายามผลักดันราคา B7 ให้ต่ำกว่า 30 บาท ซึ่งใช้ได้กับรถในระดับเดียวกันกับ B10 และเป็นการลดความเดือดร้อนให้กับประชาชน

ทั้งนี้ นายสุพัฒน์พงษ์ กล่าวว่า แม้จะมีการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของดีเซล B7 แต่ในขณะนี้เงินกองทุนน้ำมันยังมีอยู่ประมาณกว่าหมื่นล้านบาท ถ้าไม่เพียงพอสามารถกู้ยืมเงินเพื่อมาใช้ประโยชน์ได้

สำหรับเกษตรกรปาล์มน้ำมัน คาดว่า ผลผลิตปลายนี้อาจออกมาไม่มากนัก และปริมาณที่คำนวณจากบี6 เชื่อว่าสามารถรองรับกับผลิตผลของปาล์มน้ำมันที่ออกมาได้ ในช่วงโลซีซั่นได้ ส่วนผู้ประกอบการมีการซื้อน้ำมันปาล์มดิบไว้ก็สามารถส่งออกได้ เพราะราคาในต่างประเทศถือว่าสูงมากอยู่แล้ว และกระทรวงพาณิชย์ก็มีนโยบายส่งเสริมการส่งออกกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ ในฐานะอดีต รมว.พลังงาน ระบุว่าหากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะลดราคาน้ำมันดีเซลทันทีลิตรละ 5 บาทเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนนั้น นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 60 ล้านลิตรต่อวัน หากจะลดลงลิตรละ 5 บาท ต้องใช้เงินถึง 300 ล้านบาทต่อวัน หากเป็นระยะเวลา 1 เดือนต้องใช้เงินถึง 1หมื่นล้านบาท และใช้น้ำมันดีเซลต่อวันเต็มที่อาจสูงถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน ต้องใช้เงิน 1 เดือนสูงถึง 2 หมื่นล้านบาท

“ก็ลองคิดดูว่า 1 ปีเต็มๆใช้เงินถึง 2 แสนล้านบาท แบบนี้พูดได้พูดง่าย แต่ต้องถามว่าหาเงินจากที่ไหน ยุติธรรมเพียงพอหรือไม่กับทุกๆฝ่าย มันต้องสมดุล เพราะวิธีการที่เราดำเนินการก็รักษาสมดุล”นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว

ส่วนกระแสข่าวปรับครม.นั้น นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว ตนเองยังไม่ได้รับทราบกระแสข่าวโดยตรงในเรื่องนี้ และยังไม่สัญญาณโดยตรงแต่อย่างใดยังคงเดินหน้าทำงานอยู่ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายและทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นข่าวอยู่ ความแน่นอนของแหล่งข่าวที่ถูกต้อง ก็แล้วแต่ทุกคนจะมีวิจารณญาณกันเอง

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ต.ค. 64)

Tags: , , , , ,
Back to Top