กต.แจงจัดสรรวัคซีนให้ต่างชาติช่วงต้นตามความเสี่ยง-แนะศึกษาก่อนซื้อทัวร์ฉีดวัคซีนสหรัฐฯ

นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงแนวทางการฉีดวัคซีนให้กับคนต่างชาติในประเทศไทยว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะฉีดวัคซีนให้ทุกกลุ่ม โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสัญชาติ แต่เนื่องจากปริมาณวัคซีนในช่วงต้นมีจำนวนจำกัด และมีความจำเป็นต้องจัดสรรให้กับผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน เพื่อป้องกันการเสียชีวิตและปกป้องระบบสาธารณสุข ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง 7 โรค ผู้อยู่ในพื้นที่ระบาด ผู้ที่อยู่บริเวณชายแดน ส่วนชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้โยกย้ายถิ่นฐาน อาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ (อสต.)

หลังจากได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นในเดือน มิ.ย.64 แล้วจะขยายการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชน รวมถึงคณะทูต และองค์การระหว่างประเทศ โดยพิจารณาข้อบ่งชี้เรื่องสุขภาพและความสมัครใจ

สำหรับแอปพลิเคชั่น “หมอพร้อม” ขณะนี้ยังไม่รองรับการลงทะเบียนของชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องการลงทะเบียนของชาวต่างชาติในรูปแบบต่างๆ

ส่วนกรณีมีการเชิญชวนคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวและฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในสหรัฐนั้น นายธานี กล่าวว่า ในภาพรวมทุกมลรัฐจะจัดสรรวัคซีนให้กับผู้ที่มีถิ่นพำนักในสหรัฐที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปทุกคน ส่วนใหญ่จะจัดสรรวัคซีนให้แก่ผู้ที่ไม่มีถิ่นพำนักที่ไปทำงานหรือศึกษาอยู่ในมลรัฐนั้น และบางมลรัฐที่จัดสรรวัคซีนให้แก่ผู้ที่ไม่มีถิ่นพำนักที่ไปทำงานหรือศึกษาอยู่ในมลรัฐนั้น แต่ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าอนุญาตให้นักท่องเที่ยวด้วย ยกเว้นอลาสก้า

“การจัดสรรวัซีนขึ้นอยู่กับอำนาจของแต่ละมลรัฐ ในทางปฏิบัติต้องมีการแสดงหลักฐานว่าทำงานหรือศึกษาอยู่ในมลรัฐนั้น” นายธานี กล่าว

หลังมีข่าวดังกล่าวทำให้ผุ้บริหารบางมลรัฐออกมาตรการป้องกัน เช่น ฟลอริดา อลาบาม่า โดยจะจัดสรรให้กับผู้ที่มีถิ่นพำนักในมลรัฐเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารแต่ละมลรัฐจะสามารถปรับเปลี่ยนมาตรการได้ตามความเหมาะสมอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์

กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั้ง 3 แห่งในสหรัฐ คือ ชิคาโก ลอสแอนเจลิส และนิวยอร์ค ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการฉีดวัคซีนให้กับชาวต่างชาติแล้ว ซึ่งได้รับรายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะขอดูหลักฐานการพำนัก การทำงาน หรือการศึกษา เพื่อพิจารณาว่าเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการฉีดวัคซีนหรือไม่ อาจปฏิเสธหากไม่สามารถแสดงหลักฐานตามที่ร้องขอได้

กระทรวงการต่างประเทศขอให้ประชาชนใช้ดุลพินิจศึกษาข้อมูลในเรื่องดังกล่าวก่อน ซึ่งในความเป็นจริงวัคซีนที่ใช้ในสหรัฐก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่นำมาใช้เป็นกรณีฉุกเฉิน ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนมีโอกาสเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน ซึ่งอาจทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก

สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งแต่ละประเทศจะมีมาตรการด้านสาธารณสุขของตนเอง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นทางกระทรวงการต่างประเทศ แนะนำให้ผู้ที่จะเดนทางไปจะต้องตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนออกเดินทางเสมอ และปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เช่น การกักตัวโดยสมัครใจ ณ ที่พัก การตรวจหาเชื้อตามระยะเวลาที่กำหนด การรักษาระยะห่าง การสวมหน้ากากอนามัย ฯลฯ

“ยังไม่มีการกำหนดเรื่องการฉีดวัคซีนเป็นเงื่อนไขในการเดินทางเข้าอียู โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน ดังนั้นผู้เดินทางจึงควรติดตามข้อมูลของประเทศที่จะเดินทางไปอย่างใกล้ชิด” นายธานี กล่าว

โดยมี 11 ประเทศที่สามารถเดินทางไปได้โดยไม่มีข้อจำกัด ได้แก่ อิตาลี เยอรมนี โครเอเชีย สาธารณรัฐเช็ก ลักเซมเบอร์ก เอสโตเนีย สวีเดน ฟินแลนด์ กรีซ เบลเยี่ยม และเนเธอร์แลนด์

ส่วนอีก 16 ประเทศมีข้อกำหนดและจำกัดวัตถุประสงค์ในการเดินทางเข้าประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ เดนมาร์ก ลัตเวีย สโลวีเนีย สโลวาเกีย โปแลนด์ บัลแกเรีย ฮังการี ลิทัวเนีย โรมาเนีย ออสเตรีย ไซปรัส มอลตา โปรตุเกส และสเปน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ค. 64)

Tags: , , , , ,
Back to Top