SAWAD มั่นใจสินเชื่อปีนี้โต 20%ตามเป้า แม้โควิดฉุดแต่เชื่อ H2 กลับมาโต

นางสาวธิดา แก้วบุตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) เปิดเผยว่า บริษัทยังมั่นใจพอร์ตสินเชื่อในสิ้นปี 64 จะยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20% แม้ว่าในช่วงไตรมาส 1/64 จะลดลงมาอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท จาก 4 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 63 หลังจากที่เปลี่ยนธุรกิจของบริษัทย่อย คือ บริษัท เงินสดทันใจ จำกัด เป็นบริษัทร่วม ซึ่งไม่ได้มารวมในงบการเงินทำให้พอร์ตสินเชื่อลดลง

ขณะที่การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 3 ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความต้องการสินเชื่อบ้างในระดับหนึ่ง โดยในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าการเข้ามาขอสินเชื่อของลูกค้าชะลอตัวลงไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตามบริษัทมองว่าในช่วงไตรมาส 2 โดยปกติ จะเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้สินเชื่อไม่สูง และจะกลับมาดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังที่จะเริ่มมีลูกค้ากลับเข้ามาขอสินเชื่อมากขึ้น น่าจะทำให้พอร์ตสินเชื่อและภาพรวมของผลการดำเนินงานของบริษัทกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทยังไม่เน้นการรุกขยายสินเชื่อมากนัก จากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 3 ที่ยังไม่คลี่คลายลงอย่างชัดเจน ทำให้บริษัทมีความระมัดระวังในเรื่องของความเสี่ยงค่อนข้างมาก และในช่วงนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมในการจะกลับมารุกตลาดอีกครั้ง ทั้งในส่วนของบริษัทเองและธุรกิจที่ร่วมกับพันธมิตรหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลงแล้ว ซึ่งบริษัทมองว่าหากมีการเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนมากขึ้นจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้มาก และหลังจากนั้นบริษัทจะกลับมารุกตลาดมากขึ้น

สำหรับธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ “เงินสดทันใจ” ที่ร่วมทุนกับธนาคารออมสิน ในเบื้องต้นตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไว้ที่ 5-7 พันล้านบาท ซึ่งการที่บริษัทได้พันธมิตรที่เป็นสถาบันการเงินอย่างธนาคารออมสินเข้ามาร่วมทำธุรกิจ สามารถช่วยให้บริษัทสามารถขยายเครือข่ายสาขาได้ค่อนข้างมาก โดยที่จะมีการเปิด Kiosk ตามสาขาธนาคารออมสินกว่า 300 แห่ง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีเครือข่ายสาขาเพิ่มเป็นกว่า 5,000 สาขา ในปีนี้ จากปัจจุบันมีสาขารวม 4,797 สาขา

ส่วนการร่วมกับ บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE) ในการดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) อยู่ระหว่างการมองหาทรัพย์ที่มีความน่าสนใจ ซึ่งบริษัทจะมีการเข้าไปซื้อทรัพย์เข้ามาบริหาร และนำมาพัฒนาต่อ ซึ่งส่วนใหญ่ทรัพย์ที่บริษัทสนใจจะเป็นที่ดิน หรือโครงการขนาดใหญ่ที่มีการพัฒนาแล้ว ซึ่งสามารถนำมาบริหารและพัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต

ด้านสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของบริษัทในปีนี้ยังควบคุมให้อยู่ในช่วง 4-5% จากไตรมาส 1/64 ที่อยู่ที่ 4.22% โดยที่ลูกค้าของบริษัทมีบางรายได้รับผลกระทบจากโควิด-19 บ้าง แต่ถือว่ายังมีสัดส่วนที่น้อย และบริษัทมีการบริหารจัดการที่ดี ทำให้ระดับ NPL ของบริษัทยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมและบริหารจัดการได้ และในส่วนลูกค้าที่ได้รับผลกระทบบริษัทก็มีการช่วยเหลือลูกค้าและมีมาตรการออกมาให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถกลับมาชำระคืนหนี้ได้หลังจากสถานการณ์ดีขึ้น

ส่วนการแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อของกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่มีความรุนแรงมากขึ้นนั้น มองว่าทุกธุรกิจจะต้องมีการปรับตัวให้เข้าสถานการณ์ ซึ่งในธุรกิจนี้มีการแข่งขันที่สูงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการเองต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และมีการหาแนวทางใหม่ๆในการต่อยอดธุรกิจให้มีศักยภาพสูงขึ้น โดยที่การเติบโตของบริษัทนั้นได้มีการขยายการเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรที่จะเข้ามาช่วยต่อยอดการเติบโตของบริษัทในระยะต่อไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มิ.ย. 64)

Tags: , , , , , , , , , , , ,
Back to Top