EASTW คาดรายได้ปี 67 โตตามปริมาณขายน้ำ-วางงบ 3 พันลบ.ลงทุนต่อเนื่อง 67-68

นายเชิดชาย ปิติวัชรากุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW) กล่าวว่า บริษัทคาดว่า แนวโน้มของปริมาณการขายน้ำรวมในปี 67 จะเพิ่มขึ้นราว 5% จากปีนี้ที่จะอยู่ที่ 230-240 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีปัจจัยหนุนจากการเดินหน้าขยายฐานลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งในปี 67 จะมีการทยอยเซ็นสัญญาขายน้ำอุตสาหกรรมให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายไตรมาส 1/67 จะมีการเซ็นสัญญาขายน้ำอุตสาหกรรมให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหญ่

บริษัทเริ่มรุกการขายน้ำอุตสาหกรรมมากขึ้น เนื่องจากเห็นความต้องการใช้น้ำอุตสาหกรรมมากขึ้น ประกอบกับบริษัทมีความสามารถในการผลิตน้ำอุตสาหกรรมรองรับลูกค้าในกลุ่มนี้ และการเพิ่มสัดส่วนของการขายน้ำอุตสาหกรรมเป็นการทำให้การขายน้ำมีความผันผวนลดลง เพราะลูกค้าที่ซื้อน้ำอุตสาหกรรมจะซื้อในปริมาณที่คงที่ตามสัญญาแตกต่างจากการขายน้ำประปาและน้ำดิบที่มีความผันผวนตามการใช้ และสภาพของเศรษฐกิจ โดยที่สัดส่วนการขายที่มาจากน้ำอุตสาหกรรมในปี 67 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 5% จากปี 66 ที่ 3% และส่วนใหญ่ยอดขายของบริษัทยังมาจากกิจการน้ำประปา และน้ำดิบ ตามลำดับ

สำหรับรายได้ของบริษัทในปี 67 คาดว่าจะเห็นการเติบโตขึ้นเช่นเดียวกับปริมาณการขายน้ำของบริษัท และบริษัทยังเดินหน้าในการลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งได้วางงบลงทุนไว้ 3 พันล้านบาท รองรับการลงทุนต่อเนื่องในปี 67-68 ซึ่งจะเป็นการลงทุนในโครงการต่อเนื่องจากโครงการเดิมที่เริ่มลงทุนในปี 66 ได้แก่

– โครงการท่อส่งน้ำดิบหนองปลาไหล – หนองค้อ – แหลมฉบัง ในพื้นที่จังหวัดระยอง และจังหวัดชลบุรี สามารถรองรับการส่งน้ำได้ 350,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน มากกว่าเดิม ทำให้ส่งน้ำไปให้พื้นที่ชลบุรี ได้อย่างเพียงพอ เพื่อรองรับความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นหรือในกรณีเกิดภัยแล้ง เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยังยืน ความยาวกว่า 57.1 กิโลเมตร โดยเชื่อมต่อกับท่อส่งน้ำสายหลักประแสร์ – หนองปลาไหลเดิมของอีสท์ วอเตอร์

– โครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำดิบคลองหลวง จังหวัดชลบุรี เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทรมายังอ่างเก็บน้ำหนองค้อ แทนการผันน้ำผ่านคลองพานทอง ความยาวกว่า 49 กิโลเมตร โดยเชื่อมต่อจากท่อส่งน้ำสายหลักปลวกแดง – บ่อวิน ความคืบหน้าโครงการวางท่อแล้วเสร็จ 42 กิโลเมตร ในส่วนที่เหลืออีก 7 กิโลเมตร อยู่ระหว่างการขออนุญาตให้วางท่อในพื้นที่ของกรมธนารักษ์ ซึ่งบริษัทพร้อมดำเนินการ

– โครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำดิบมาบตาพุต-สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพิ่มศักยภาพในการส่งน้ำให้แก่ภาคอุปโภค บริโภค และท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ความยาวกว่า 27 กิโลเมตร โดยเชื่อมต่อระบบท่อส่งน้ำหนองปลาไหล-มาบตาพุต เส้นที่ 2

โดยทั้ง 3 โครงการข้างต้นจะเป็นโครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำสายหลักทดแทนท่อส่งน้ำเดิม ซึ่งบริษัทเดินหน้าก่อสร้าง หากแล้วเสร็จครบทั้ง 3 โครงการ จะทำให้ความยาวของท่อส่งน้ำสายหลักราว 526 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา รวมถึงยังมีการลงทุนโครงการสูบส่งน้ำอื่นๆอีก เพื่อรองรับปริมาณน้ำให้เหมาะสม และเพียงพอกับความต้องการใช้

นายเชิดชาย กล่าวว่า ในปี 67 ถือเป็นอีกปีที่ท้าทายในการบริหารจัดการน้ำ เพราะยังเผชิญกับภาวะเอลนีโญ่ ซึ่งแหล่งน้ำในชลบุรี 3 แห่ง ยังค่อนข้างมีความกังวลอยู่บ้าง เพราะจากปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้มีเพียง 60% ซึ่งค่อนข้างน้อย แต่ยังสามารถนำน้ำจากแหล่งเก็บระยองมาใช้ได้ ซึ่งมีปริมาณน้ำสูงถึง 80% ทำให้ในปี 67 จะต้องมีการวางแผนการบริหารจัดการน้ำเป็นอย่างดี

ขณะเดียวกันบริษัทยังมองโอกาสการขยายการลงทุนไปยังนอกพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อต่อยอดธุรกิจ ซึ่งจะเป็นการขยายไปกับโครงการของผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท คือ การประปาส่วนภูมิภาค ที่มีการลงทุนในจังหวัดต่างๆ รวมถึงในจังหวัดที่บริษัทสนใจและมองเห็นโอกาสในการขยายออกนอก EEC เช่น หัวเมืองใหญ่ในภาคใต้ ที่มีทั้งการท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น

นอกจากนี้อีกหนึ่งบริการด้านระบบน้ำที่บริษัทจะเดินหน้าไนการผลักดันมากขึ้น คือ การรีไซเคิลน้ำ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกระบวนการด้านระบบน้ำที่จะมีภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมนำมาใช้ ทำให้บริษัทจะมีการขยายในส่วนการรีไซเคิลน้ำเพิ่มขึ้นไนอนาคต จากปัจจุบันใช้ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท และโรงงานของบางกอก กล๊าส ที่อยุธยา

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 พ.ย. 66)

Tags: , , ,
Back to Top