ทริสฯ คงอันดับเครดิตองค์กร SGC ที่ระดับ “BB+” ด้วยแนวโน้ม “Stable”

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ.เอสจี แคปปิตอล (SGC) ที่ระดับ “BB+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะของบริษัทในการเป็นบริษัทลูกหลัก (Core Subsidiary) ของ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) ซึ่งตาม “เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตกลุ่มธุรกิจ” ของทริสเรทติ้งนั้น

อันดับเครดิตของบริษัทจะอยู่ในระดับเดียวกับอันดับเครดิตของบริษัทแม่คือ SINGER (อันดับเครดิต “BB+/Stable”)

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

– เป็นบริษัทลูกหลักของ SINGER ทริสเรทติ้งพิจารณาว่าบริษัทดำรงสถานะเป็นบริษัทย่อยหลักของ SINGER ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ที่สุดของบริษัท โดยถือหุ้นในสัดส่วน 75% SGC ดำเนินธุรกิจหลักในสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (Auto Title Loan) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกโดยให้บริการในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและขนาดกลาง นอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์แก่ลูกค้ารายย่อยของ SINGER อีกด้วย

การดำเนินธุรกิจของบริษัทมีการบูรณาการอย่างใกล้ชิดกับธุรกิจของ SINGER ในระดับสูงโดยที่กลยุทธ์ทางธุรกิจและนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทสอดคล้องไปกับ SINGER ทั้งนี้ SGC ได้รับประโยชน์จากการแนะนำผลิตภัณฑ์และการดำเนินกิจกรรมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์หรือ

บริการที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์หลัก (Cross-selling) ที่เกิดขึ้นภายในบริษัทซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มซิงเกอร์ (SINGER Group) ซึ่งรวมถึง บริษัท เอสจี เซอร์วิสพลัส จำกัด และ บริษัท เอสจี โบรคเกอร์ จำกัดด้วย โดยความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างบริษัทต่าง ๆ เหล่านี้มีการเชื่อมโยงกันโดยผ่าน
กิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการตลาดของ SINGER และบริษัทเหล่านี้ยังใช้เครือข่ายสาขาของ SINGER เป็นจุดจำหน่ายและให้บริการสินเชื่อและผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้แก่ลูกค้าของทั้ง SINGER และของ SGC อีกด้วย

บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินและวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องไปกับ SINGER รวมทั้งสร้างรายได้และกำไรที่ดีให้แก่กลุ่ม ทั้งนี้ ในฐานะบริษัทลูกหลักของ SINGER บริษัทยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบริษัทแม่ในรูปแบบของวงเงินสินเชื่อ เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวของบริษัทอีกด้วย

– การสร้างรายได้ที่มีนัยสำคัญให้แก่กลุ่ม ทริสเรทติ้งประเมินว่าผลการดำเนินงานทางการเงินและการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของ SGC

นั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสถานะของบริษัทในการเป็นสมาชิกหลักของกลุ่ม SINGER โดยรายได้ของบริษัทคิดเป็นประมาณ 50%-70% ของรายได้รวมของ SINGER ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในปี 2566 รายได้รวมของบริษัทคิดเป็น 70% ของรายได้รวมของ SINGER

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการทางการเงินของบริษัทก็ลดลงอย่างมากในปี 2566 โดยบริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 2.3 พันล้านบาทจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นให้แก่กลุ่มได้ เพื่อสนับสนุนการดำรงสถานะเป็นบริษัทย่อยหลักต่อไป

– มีสถานะทางธุรกิจอยู่ในระดับปานกลาง บนพื้นฐานของบริษัทเองนั้น สถานะทางการตลาดของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งเห็นได้จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของพอร์ตสินเชื่อในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทดำเนินธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกโดยให้บริการในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและขนาดกลางและสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์แก่ลูกค้ารายย่อยของ SINGER

ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2566 สินเชื่อคงค้างของบริษัทชะลอตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 1.45 หมื่นล้านบาทหรือลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้กระนั้น สถานะทางการตลาดของบริษัทก็ยังคงอยู๋ในระดับปานกลางเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งรายสำคัญ ๆ ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้ง สินเชื่อที่ชะลอตัวนั้น มีสาเหตุหลักมาจากการหดตัวของสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลดลง 47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันเติบโต 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

พอร์ตสินเชื่อที่หดตัวนั้นสะท้อนถึงการเร่งตัดหนี้สูญของลูกหนี้ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตในสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการจัดการพอร์ตสินเชื่อของบริษัทให้เหลือพอร์ตที่มีคุณภาพ ณ สิ้นปี2566 สัดส่วนสินเชื่อของบริษัทประกอบไปด้วยสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน 78% สินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ 18% และสินเชื่อประเภทอื่น ๆ อีก 4%

ทริสเรทติ้งคาดหวังว่า บริษัทมีแนวโน้มที่จะดำเนินกลยุทธ์การเติบโตแบบระมัดระวังมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากบริษัทมีแผนจะปรับปรุงระบบปฏิบัติการให้ดีขึ้น เพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อให้มากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการจัดเก็บหนี้ ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าประสิทธิภาพการ

ดำเนินงานของบริษัทจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

– การบริหารความเสี่ยงมีความสอดคล้องกับกลุ่ม นโยบายความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตสอดคล้องไปกับการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มบริษัท โดย SINGER ได้กำหนดแนวทางกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจอย่างระมัดระวังมากขึ้น รวมทั้ง บริษัท เอสจี แคปปิตอลก็กำหนดนโยบายสินเชื่อของบริษัทอย่างรอบคอบมากขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อของบริษัทขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า

คุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทเริ่มอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2566 จากการอนุมัติสินเชื่ออย่างไม่ระมัดระวัง รวมทั้งการควบคุมการดำเนินงานที่ไม่เพียงพอในช่วง 2564-2565 ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนลูกหนี้ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 21% ณ สิ้นปี 2566 จากระดับ 3%-4% ในอดีต ส่งผลให้อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อถัวเฉลี่ยของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นเป็น 47% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 และปรับดลดลงมาที่ระดับ 5% ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 ทั้งนี้ จากการที่บริษัทเน้นการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ผ่านนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่มีความรัดกุม รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการจัดเก็บหนี้และการเร่งตัดหนี้สูญของลูกหนี้ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตให้เร็วขึ้น ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าคุณภาพสินทรัพย์จะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น

– ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจาก SINGER อย่างต่อเนื่อง บริษัทได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินอย่างต่อเนื่องจาก SINGER ในรูปของวงเงินสินเชื่อ โดยได้รับวงเงินจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 วงเงินสินเชื่อดังกล่าวช่วยสนับสนุนสถานะเงินทุนและสภาพคล่องรวมทั้งช่วยรองรับการขยายธุรกิจของบริษัท นอกจากนี้ SINGER ยังได้เพิ่มทุนให้แก่บริษัทในช่วงที่ผ่านมาอีกด้วย ดังนั้น การเพิ่มทุนจึงตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของบริษัทในฐานะที่เป็นหน่วยให้บริการด้านการเงินให้แก่ SINGER ทริสเรทติ้งเชื่อว่า SINGER จะยังคงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ SGC อย่างเต็มที่ในระยะยาว รวมทั้งมีความประสงค์และมีศักยภาพที่จะให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษแก่บริษัทโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบริษัทต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความท้าทาย

– ยังคงมีความท้าทายและความเสี่ยงสำหรับผู้ประกอบการสินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีหลักประกัน ในปี 2566 อัตราการเติบโตในยอดคงค้างของสินเชื่อที่มีหลักประกันโดยเฉลี่ยของผู้ประกอบการใหญ่ 3 รายแรกอยู่ในระดับ 25% โดยการเติบโตที่แข็งแกร่งของสินเชื่อนี้น่าจะยังคงดำเนินต่อไปในระยะปานกลางจากปัจจัยสนับสนุนในเรื่องการขยายเครือข่ายสาขา อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อของผู้ประกอบการที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับในอดีต อัตราการเติบโตชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาสที่3 ของปี 2566 โดยมีอัตราการเติบโตของสินเชื่อเฉลี่ย 16% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า และเทียบกับการเติบโต 32% ในปี2565 ทั้งนี้เนื่องมาจากการที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์

ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งก็สังเกตเห็นถึงทั้งพัฒนาการและความท้าทายสำคัญ ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการสินเชื่อที่มีหลักประกันซึ่งจำเป็นจะต้องคอยเฝ้าติดตาม โดยประการแรก การลดลงของส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของผู้ประกอบการอันเกิดจากการแข่งขันด้านราคาและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง ประการต่อมา ความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้นจากกลยุทธ์การขยายสินเชื่อในเชิงรุกผนวกกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ที่อ่อนแอลงได้ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อถัวเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

สมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งอยู่บนความคาดหมายที่บริษัทจะยังคงดำรงสถานะในการเป็นบริษัทลูกหลักของ SINGER ต่อไป

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ของบริษัทสะท้อนแนวโน้มอันดับเครดิตของ SINGER และการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่า บริษัทจะยังคงรักษาสถานะในการเป็นบริษัทลูกหลักของ SINGER และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบริษัทแม่อย่างต่อเนื่องต่อไป

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอยู่ในระดับเดียวและเป็นไปในทิศทางเดียวกับอันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตของ SINGER เนื่องจากบริษัทมีสถานะเป็นบริษัทลูกหลักของ SINGER อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับลดลงหากทริสเรทติ้งเห็นว่าสถานะที่บริษัทมีต่อกลุ่ม SINGER นั้นอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด หรือมีข้อบ่งชี้ว่าบริษัทได้รับการสนับสนุนจาก SINGER น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้

ทริสเรทติ้ง จะมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นไปได้น้อยมากในระยะปานกลางก็ตาม

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 มี.ค. 67)

Tags: , , , ,
Back to Top