
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (28 พ.ย.) ในการซื้อขายที่เบาบางเพราะตลาดปิดทำการเร็วกว่าปกติหลังวันหยุดเนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในเดือนธ.ค.
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 47,716.42 จุด เพิ่มขึ้น 289.30 จุด หรือ +0.61%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,849.09 จุด เพิ่มขึ้น 36.48 จุด หรือ +0.54% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,365.69 จุด เพิ่มขึ้น 151.00 จุด หรือ +0.65%
หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มหลักของดัชนี S&P500 ปิดบวก โดยกลุ่มพลังงานและกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น 1.32% และ 0.90% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มเฮลท์แคร์ ลดลง 0.50% โดยหุ้น Eli Lilly ร่วงลง 2.6%
หุ้น Intel ช่วยหนุนดัชนี S&P500 ด้วยการพุ่งขึ้น 10.2% หลังนักวิเคราะห์ของ TF International Securities ระบุว่า บริษัทจะเริ่มส่งมอบชิป M ให้บริษัท Apple ได้เร็วสุดในปี 2570
ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์บวก 3.18%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 3.73% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 4.91%
ส่วนในรอบเดือนพ.ย.นั้น ดัชนีดาวโจนส์และ S&P500 พลิกกลับมาเป็นบวกเล็กน้อย แต่ Nasdaq ปิดลดลง 1.51% ซึ่งสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นสูง ส่งผลให้นักลงทุนขายทำกำไรและลดการถือครอง
สำหรับบรรยากาศการซื้อขายได้แรงหนุนจากการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดอีก 0.25% ในเดือนธ.ค. ซึ่งจะนับเป็นการปรับลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามติดต่อกันหลังการประชุมในเดือนก.ย. และต.ค.
บรรดาเทรดเดอร์เริ่มเพิ่มความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ย หลังจาก จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์กกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ยังมีช่องว่างสำหรับการปรับเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเพิ่มเติมในระยะใกล้นี้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 พ.ย. 68)





