
ในงาน Thailand Blockchain Week 2025 นายภากร ภู่ทรานนท์ Director of Data Transformation จาก CPF และ นายอรรณวุฒิ ลีไพศาลสุวรรณา Technical Contributor, Lean Ethereum / Ream Labs ได้แสดงมุมมองต่อทิศทางของ Ethereum (ETH) ทั้งในเชิงโครงสร้างตลาด ความปลอดภัยของเชน และการแข่งขันจากเชนทางเลือก โดยระบุว่านอกจากเงินสถาบันที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องแล้ว อนาคตของ Ethereum ยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI และการพัฒนามาตรฐานใหม่สำหรับการชำระเงินในโลกดิจิทัล
นายภากร กล่าวว่า ขณะนี้เงินจากสถาบัน เช่น Digital Asset Treasury ของบริษัทอย่าง SharpLink และ Bitmine เริ่มทยอยสะสม ETH ไว้ในงบดุล ส่งผลให้ปริมาณ ETH ถูกดูดออกจากตลาดต่อเนื่อง จนอาจเกิด “Supply Squeeze แบบเงียบ ๆ ในระยะหนึ่ง แม้ภาพราคาจะยังไม่ขยับชัดเจนก็ตาม
ด้านนายอรรณวุฒิ กล่าวว่า ราคาที่ไม่ไปไหนอาจสอดคล้องกับแนวทางของทีม Ethereum ซึ่งให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยของเครือข่าย” ผ่านการมีจำนวน Validator Node มากที่สุดในอุตสาหกรรมคริปโทฯ จึงอาจไม่เร่งให้ราคาเป็นจุดขาย แต่เน้นความปลอดภัยในระยะยาว ซึ่งดึงดูดผู้ใช้งานจริงมากกว่า
สำหรับการแข่งขันจากเชนที่ถูกเรียกว่า Ethereum Killer เช่น Solana หรือ HyperEVM (Hyperliquid Ecosystem) นายภากร มองว่าสถาบันหลายแห่งยังไม่เลือก Solana เนื่องจากมีประวัติ “เชนล่ม” ทุกปี ซึ่งอาจกระทบการคำนวณผลตอบแทนของสินทรัพย์จาก TradFi โดยเฉพาะกรณี Tokenization ของ US Treasury Bills หากเครือข่ายหยุดทำงาน พร้อมมองว่าแม้ HyperEVM จะมี Validator เพียงหลักหน่วย แต่ DApps มีความน่าสนใจและควรจับตาใกล้ชิด
นายอรรณวุฒิ เสริมว่าการกระจุกตัวของ Validator บน Solana ที่มีเพียงไม่กี่ร้อยราย ทำให้ความปลอดภัยไม่ต่างจากระบบรวมศูนย์มากนัก โดยเปรียบเทียบว่าอาจเทียบเคียงได้กับการมีเชนที่รันเซิร์ฟเวอร์บน Google Cloud มากกว่าจะเป็นระบบไร้ศูนย์กลางอย่างแท้จริง
ในเชิงระบบนิเวศ Ethereum ทั้งสองเห็นตรงกันว่าโครงสร้างพื้นฐานกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยนายภากรมองบวกต่อการเติบโตของ AI ที่สอดคล้องกับโครงสร้างแบบ EigenLayer (Eigen Cloud) ซึ่งช่วยรองรับงานประมวลผลหลากหลายรูปแบบ ขณะที่นายอรรณวุฒิ กล่าวถึงมาตรฐานใหม่อย่าง x402 Protocal ซึ่งเปิดทางให้ AI Agents สามารถโอน Stablecoin ให้กันโดยอัตโนมัติในลักษณะ Agents-to-Agents ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในโลกเศรษฐกิจดิจิทัลยุคถัดไป
เกี่ยวกับราคาของเหรียญ Layer 2 ที่ปรับตัวอ่อนแรงในช่วงที่ผ่านมา นายภากรมองว่า มูลค่าที่เกิดจากค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่ถูกสะท้อนกลับไปยัง Ethereum Foundation โดยตรง จึงไม่ทำให้เหรียญ L2 เกิด Value Accrual แต่หากในอนาคต L2 ต่าง ๆ สามารถใช้ Decentralized Sequencers ได้จริง ก็อาจทำให้มูลค่ากลับไปสู่เหรียญ L2 มากขึ้น
ด้านนายอรรณวุฒิ ระบุว่ากฎหมาย Clarity Act ซึ่งแยกประเภทสินทรัพย์ระหว่าง Securities และ Commodity อาจเปลี่ยนมุมมองของสถาบันและวอลล์สตรีทต่อเหรียญ L2 ทำให้มีความน่าสนใจเชิงมูลค่ามากขึ้นในระยะยาว
ทั้งสองยังสะท้อนมุมมองต่อ ETH ระยะยาว โดยนายากรอ้างถึงคำทำนายของ Tom Lee ซึ่งเคยประเมินว่า BTC จะไปถึง 100,000 ดอลลาร์ในช่วงที่ราคายังอยู่หลักร้อย และในครั้งนี้ได้ประเมินว่า ETH จะมีมูลค่าถึง 15,000 ดอลลาร์ ซึ่งเขาเชื่อว่าอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ส่วนคุณ Unnawut ใช้กรอบ “Orders of Magnitude” โดยระบุว่า หากต้องการผลตอบแทน 1 เท่าให้ซื้อทองคำ หากหวังผลตอบแทน 100 เท่าต้องเลือก Memecoin แต่สำหรับ ETH โอกาสเติบโตระดับ 10 เท่า ในระยะยาวถือว่าเป็นไปได้มากที่สุด เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย และดีมานด์ที่อาจเข้ามาพร้อมกัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ม.ค. 69)





