
บล.เอเซียพลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า พบสัญญาณ January Effect เริ่มตั้งแต่วันแรกของปี โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่า 2.4 พันล้านบาท (MTD) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในกลุ่ม TIP ขณะที่มูลค่าการซื้อขายใน SET เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท สูงสุดในรอบกว่า 2 เดือน ทั้งนี้คาดการณ์ตลาดหุ้นไทยปี 69 มีโอกาสเกิด January Effect จากปัจจัยสนับสนุน ดังนี้:
1.ไม่มีแรงขายคืน LTF จำนวนมากเหมือนช่วงเดือนมกราคม 2568 ที่เคยสูงถึง 3.1 หมื่นล้านบาท โดยยอดคงค้าง LTF ล่าสุด ณ พฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 1.02 แสนล้านบาท
2. แนวโน้มกำไรงวด ไตรมาส 4/68 มีโอกาสฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำประมาณ +80% ถึง +90% YoY โดยงวดไตรมาส 4/68 ที่กำไร SET Index อยู่เพียง 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าปกติที่ 2.5 แสนล้านบาทเนื่องจากการตั้งด้อยค่ารายการพิเศษ) นอกจากนี้ ในงวดไตรมาส 4/69 อาจมีกำไรจากหุ้น THAI เข้ามาหนุนเพิ่มราว 8,000-9,000 ล้านบาท (อ้างอิงค่าเฉลี่ย 3 ไตรมาสที่ผ่านมา) ช่วยหนุนให้ Trailing P/E ลดลงได้ราว 1 เท่า
3. เกิด Election Rally เดือนนี้อดี ซึ่งตามสถิติในอดีตระบุว่า SET Index มักบวกเฉลี่ย 2.1% ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง และบวกต่อ 2.6% หลังเลือกตั้ง 1 เดือน โดยปัจจุบันเริ่มเห็นการจัดดีเบตพรรคการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำหุ้นใหญ่ดัก Flow คือ PTT, PTTEP, BDMS, TTB, ADVANC, TRUE, TOP, AOT
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา อาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกให้ผันผวน และบางส่วนเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ทองคำ เงิน หรือหุ้นที่ผันผวนต่ำมีปันผลสูง
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยปี 68 ปรับตัวลดลง -10% โดยเป็นการลดลงถึง 10 ใน 11 ดัชนี มีเพียง SETHD เท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก 3.9% และ Outperform กว่าดัชนีอื่นๆ ในทุกระยะ
สถานการณ์แบบนี้ หุ้นต่างประเทศแนะนำ Hedging Portfolio ระยะสั้นด้วยทองคำ (DR: GOLD19), เงิน (Silver) หรือ ETF กลุ่มอาวุธ (ITA US) สำหรับหุ้นไทย แนะนำสะสมหุ้นปันผลสูง BBL, ICHI, MAJOR, PTTEP และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวอย่าง TASCO, CRC, HMPRO, BCH, CHG เป็นต้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ม.ค. 69)





