ThaiBMA เก็งหุ้นกู้ใหม่ปีนี้มีสิทธิทะลุ 9 แสนลบ.ล็อกต้นทุน-ขยายธุรกิจ ผวาเศรษฐกิจโตต่ำอาจทำ Default พุ่ง

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) คาดว่า ในปี 69 หุ้นกู้ภาคเอกชนจะออกใหม่ มูลค่า 8.8-9.0 แสนล้านบาท ใกล้เคียงจากปี 68 ที่มีหุ้นกู้ภาคเอกชน มูลค่า 8.8 แสนล้านบาท โดยเป็นหุ้นกู้ที่ทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดจำนวน 8.75 แสนล้านบาท ซึ่ง 90% เป็นหุ้นกู้ investment Grade รวมทั้งหุ้นกู้ของธนาคารเพื่อใช้เป็นเงินกองทุนที่ครบกำหนด 5 ปีแล้วด้วย

อย่างไรก็ดี ThaiBMA คาดการณ์แบบอนุรักษ์นิยม แม้มองว่ามีโอกาสที่มูลค่าหุ้นกู้ภาคเอกชนปีนี้น่าจะออกมามากกว่า 9 แสนล้านบาท จากปัจจัยอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และยังเห็นบริษัทขนาดใหญ่ประกาศแผนขยายธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ อาทิ ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ อาจทำให้มีบริษัทออกหุ้นกู้ในวงเงินมากกว่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนด ขณะที่อาจมีปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบเศรษฐกิจ

สำหรับภาพรวมปี 68 เอกชนออกหุ้นกู้ 8.8 แสนล้านบาท ลดลง 3.51% จากปี 67 ที่ 9.1 แสนล้านบาท นับเป็นปีที่ 2 ที่มูลค่าลดลงเนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าคาด เนื่องจากปัจจัยภายนอกเรื่องความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า รวมถึงปัจจัยภายในเรื่องหนี้ครัวเรือนสูงและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่แข็งแกร่ง โดยกลุ่มหุ้นกู้ Investment Grade ลดลง 3.59% และกลุ่ม High Yield ลดลง 2.42%

โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปี 68 หุ้นกู้ลดลง 19%yoy เพราะสถานการณ์ผันผวนจากมาตรการภาษีสหรัฐ ทำให้มีการชะลอการออกหุ้นกู้ แต่ในครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นจากบริษัทขนาดใหญ่ที่หันมาออกหุ้นกู้มากขึ้น โดย3 กลุ่มที่ออกหุ้นกู้มากที่สุดยังคงเป็นกลุ่ม Energy กลุ่ม Finance และกลุ่ม Property โดย บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ [GULF] ออกหุ้นกู้มากกว่าวงเงินที่ครบกำหนด 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 6 หมื่นล้านบาท รองรับแผนขยายธุรกิจและรีไฟแนนซ์เพื่อล็อกต้นทุน รวมถึง บมจ.ปตท [PTT] บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ [BGRIM] บมจ.บ้านปู [BANPU] บมจ.ไออาร์พีซี [IRPC]

นางสาวอริยา กล่าวว่า ในปี 68 กลุ่มหุ้นกู้ Investment Grade มีอายุการออกเฉลี่ยสูงขึ้น 4.38% จาก 4.12% ในปีก่อน และมูลค่าการออกเฉลี่ยสูงขึ้น ขณะที่กลุ่ม High Yield มีอายุเฉลี่ยการออกสั้นลงและมูลค่าเฉลี่ยต่ำลง สะท้อนความมั่นใจของนักลงทุน โดยหุ้นกู้เอกชนเสนอขายประชาชนทั่วไป (PO) มากขึ้นจาก 36% เพิ่มเป็น 46% และออกเป็น Zero coupon เพิ่มขึ้น ขณะที่ หุ้นกู้ ESG เพิ่มขึ้น 18.18% หรือมูลค่ารวม 2.08 แสนล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมีดีมานด์จากกองทุนในประเทศ

ในปี 68 บริษัทที่ถูกปรับลดเครดิต (downgrade) มีมากกว่าบริษัทที่ถูกปรับขึ้นเครดิต (upgrade) แต่จำนวนบริษัทที่ถูก downgrade 34 แห่ง ลดลงจากปี 67 ที่สูงถึง 47 แห่ง บริษัทที่ได้รับ upgrade 18 แห่งเพิ่มจากปีก่อนที่มี 13 แห่ง นอกจากนี้บริษัทที่ยกเลิกการจัดอันดับเครดิต 19 แห่ง และหุ้นกู้ที่จัดเครดิตใหม่ 10 บริษัท

 

หุ้นกู้ Default-เลื่อนชำระมากกว่าปี 67 

ณ สิ้นปี 68 มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนเท่ากับ 4.51 ล้านล้านบาท เป็นหุ้นกู้ระยะยาว 95% หรือ 4.31 ล้านล้านบาท และหุ้นกู้ระยะสั้น 5% เท่ากับ 2 แสนล้านบาท โดยจำนวนนี้มีหุ้นกู้ ESG มีมูลค่าคงค้างรวม 978,425 ล้านบาท คิดเป็น 5.46% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย

สำหรับหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระ (Default) ในปี 68 มีจำนวน 8 บริษัท มูลค่ารวม 8,319.9 ล้านบาท จากปี 67 มี 5 ราย มูลค่ารวม 3,172 ล้านบาท โดย 8 ราย ได้แก่

– บมจ.โคลเวอร์ เพาเวอร์ [CV] 3 รุ่น รวม 883.7 ล้านบาท (ม.ค. 452 ลบ., เม.ย. 300.3 ลบ., มิ.ย. 131.4 ลบ.)

– บมจ.เวสท์เทค เอ็กซ์โพเนนเชียล จำกัด (WTX) 1 รุ่น มูลค่า 408 ล้านบาท

– บมจ.ช.ทวี [CHO] 4 รุ่น รวมมูลค่า 745 ล้านบาท

– บมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ [GRAND] 2 รุ่น รวม 502 ล้านบาท (มิ.ย. 300 ลบ., ต.ค. 202 ลบ.)

– บมจ.ไพร์ม โรด เพาเวอร์ [PRIME] 3 รุ่น มูลค่า 2,049 ล้านลาท (ก.ค. 1,079 ลบ.,ธ.ค. 970 ลบ.)

– บมจ.สหกลอิควิปเมนท์ [SQ] 4 รุ่น มูลค่า 1,097 ล้านบาท

– บมจ.ทีทีซีแอล [TTCL] 5 รุ่น มูลค่า 2,545 ล้านบาท (ต.ค.390 ลบ., พ.ย.2,155 ลบ.)

– บมจ.อควา คอร์เปอเรชั่น [AQUA] 1 รุ่น มูลค่า 90.2 ล้านบาท

 

ส่วนหุ้นกู้ที่เลื่อนชำระมีมูลค่า 59,804 ล้านบาท จาก 21 บริษัท โดย 14 แห่งเลื่อนกำหนดชำระเป็นครั้งแรก อาทิ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ [EA] บมจ.ไพร์ม โรด เพาเวอร์ [PRIME] บมจ. อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป [EP]ม บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค [PF],บมจ.จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น [JTS] เป็นต้น เทียบกับปี 66 มีจำนวน 14 บริษัท มูลค่ารวม 12,443 ล้านบาท ในปี 67 มีจำนวน 17 ราย มูลค่า 37,963 ล้านบาท

 

ต่างชาติยังซื้อสุทธิบอนด์ไทย 

ด้านนายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ ThaiBMA กล่าว่า มูลค่าตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัว 4.67% จากสิ้นปี 67 โดย ณ สิ้นปี 68 มูลค่าคงค้าง 17.91 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 4.67% จากปีก่อนหน้า เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก ในขณะที่มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยเป็นปีที่สองนับจากปี 66

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 72,396 ล้านบาทในปี 68 โดยเป็นการซื้อสุทธิในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 4 รวม 75,666 ล้านบาท ขณะที่ขายสุทธิ 3,270 ล้านบาทในไตรมาส 3 ทำให้ ณ สิ้นปีนักลงทุนต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทย 9.18 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.12% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.09 ปี ลดลงจาก 8.66 ปีเมื่อสิ้นปี 67

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield) ปรับตัวลดลงทั้งเส้น โดย Bond yield ระยะสั้นลดลงเร็วกว่าระยะยาวในลักษณะ Bull steepening ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ส่วน Bond yield ระยะยาวลดลงน้อยกว่า น่าจะสะท้อนความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะหรือ Bond supply ในระดับสูง ส่งผลให้ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ลดลง 89, 81 และ 65 bps. จากสิ้นปี 67 มาอยู่ที่ระดับ 1.13%, 1.28% และ 1.66% ตามลำดับ ณ สิ้นปี 68

เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ AAA รุ่นอายุ 5 ปี ลดลง 100 bps. มากกว่าพันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้กลุ่ม AA, A และ BBB+ ลดลง 75-89 bps. ทำให้ ณ สิ้นปี อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้อายุ 5 ปี กลุ่ม AAA, AA, A และ BBB+ ลงมาอยู่ที่ 1.81% 2.10% 2.53% และ 3.78% ตามลำดับ

“บอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวลดลงทำให้ตราสารหนี้มีผลตอบแทนดีโดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะยาวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 67-68) แต่ปี 69 การปรับลดดอกเบี้ยน้อยลง ก็อาจจะมีผลตอบแทนไม่เท่าปีก่อนที่ดอกเบี้ยลงมา 4 ครั้ง รวม 1%”

กรรมการผู้จัดการ ThaiBMA ระบุว่า จากผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 1 ครั้ง 0.25% ในไตรมาส 2/69 มาที่ 1% จากปัจจุบัน 1.25% คาดว่า Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวต่ำลงเฉลี่ยราว 5-10 bps. จากสิ้นปี 68 ปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของรัฐบาล การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ส่วนหุ้นกู้เอกชน มองว่าในปี 69 มีโอกาสเห็นหุ้นกู้ผิดนัดชำระและเลื่อนชำระหนี้ ในภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงท้าทาย เศรษฐกิจไทยโตต่ำ โดยคาดปีนี้ GDP เติบโตเพียง 1.5% จึงแนะให้นักลงทุนควรลงทุนอย่างรอบคอบ เน้นลงทุนตราสารหนี้คุณภาพดี

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)