
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ในโอกาสเข้าพบหารือแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งนำเสนอร่างพิมพ์เขียวการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ ในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถานบัน (กกร.) โดยมุ่งสะท้อนข้อเสนอจากภาคเอกชน และเสริมสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาคการเมืองกับภาคธุรกิจ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป
นายยศชนัน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย มีนโยบายสำคัญในการวางเป้าหมายประเทศไทย จากรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูง สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วย Science and Technology (S&T) เป็นกลไกหลักในการสร้างความเชื่อมั่น เสริมศักยภาพคนไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว ภายใต้กรอบการพัฒนาที่คำนึงถึงความสมดุลของนโยบายการเงิน และการคลัง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อยู่ที่การใช้ 2 เครื่องยนต์หลักควบคู่กัน ได้แก่ การ “Upgrade Existing Engine” ซึ่งมุ่งเพิ่มผลิตภาพของภาคเศรษฐกิจเดิม ผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครอบคลุมภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ ควบคู่กับการสร้าง “New Growth Engine” เพื่อเปิดแหล่งเติบโตใหม่ให้กับประเทศ ผ่านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนาในระดับแนวหน้า และการสร้างระบบถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน นายยศชนัน เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยเสาหลักสนับสนุนที่เข้มแข็ง โดยเสาหลักแรก คือ การสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เสถียรภาพทางการเมือง และการพัฒนาที่ยึดเป้าหมายความยั่งยืนตามกรอบ SDGs 2030
เสาหลักที่สอง คือ การเสริมสร้างหลักนิติธรรม (Rule of Law) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ และนักลงทุน ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความคล่องตัว การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีด้านกฎหมายและการยกระดับดัชนีหลักนิติธรรมของประเทศ
เสาหลักที่สาม คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า ในการทำนโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้น ต้องการรับฟังเสียงสะท้อนจากทั้งประชาชน และหน่วยงานราชการ ว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ โดยการลงพื้นที่พบปะกับแต่ละหน่วยงาน รวมทั้งประชาชน ซึ่งวันนี้มากันครบทั้งทีมเศรษฐกิจ พาณิชย์ ต่างประเทศ และทีมที่ปรึกษานโยบาย ซึ่งพรรคได้ให้ความสำคัญกับทุกรูปแบบ การออกกฎหมายที่แม้บางครั้งเป็นประโยชน์กับประชาชน แต่บางครั้งก็ต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการด้วย
พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับ 1.การศึกษา 2.เศรษฐกิจ และ 3.การเมือง ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ ๆ โดยเราต้องวางรากฐานให้ชัดเจนว่า 4 ปี หรือ 8 ปีข้างหน้า ประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยต้องวางรากฐานประเทศที่มีรายได้สูง สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นายยศชนัน ได้แสดงวิสัยทัศน์หลักในการขับเคลื่อนประเทศ ผ่านโมเดล “Innovation-driven Economic Growth” หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยระบุว่า นวัตกรรมในที่นี้ไม่ใช่เพียงคำศัพท์สวยหรู แต่คือการนำ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” มาบวกกับ “การแข่งขันทางการค้า” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะการเปลี่ยนจุดแข็งของไทยจากความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ให้กลายเป็นเม็ดเงินมหาศาล
นอกจากนี้ ยังเสนอการยกระดับจากเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ไปสู่ความมั่นคงทางโภชนาการ (Food and Nutrition Security) เน้นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Future Food และ Functional Food หรือ “อาหารเป็นยา” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย
ขณะที่ด้านท่องเที่ยวและบริการ (Wellness & Service) ต้องมองข้ามช็อตจากการเป็นเพียง Medical Hub (รักษาโรค) ไปสู่การเป็น Wellness Hub (ดูแลสุขภาพครบวงจร) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง รวมถึงการผลักดันไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงานแต่งงาน (Wedding Destination) และเมืองหลวงของเทศกาล (Festival Hub) ที่เปิดรับความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) หรือ Rainbow Economy ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ระดับโลก
รวมถึงการปลดล็อกประเทศด้วย Digital Government และ Physical AI – ในประเด็นการบริหารจัดการภาครัฐ โดยนายยศชนัน เน้นย้ำเรื่องการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการคอร์รัปชันและเพิ่มความโปร่งใส โดยระบุถึงการใช้ Digital Government เต็มรูปแบบ เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐและเอกชน ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาตที่ซับซ้อน (Guillotine Law) พร้อมทั้งชูวิสัยทัศน์เรื่อง Physical AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ว่าไทยต้องเตรียมพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Data Center หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่จะเข้ามามีบทบาทในภาคการผลิตและบริการ
ด้านนายพจน์ เห็นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ คือ จุดเปลี่ยนสำคัญท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลก จึงเสนอแนวคิดเปลี่ยนจากความท้าทายให้เป็น “Hope 69” หรือการสร้างความหวังใหม่ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อพาประเทศก้าวข้ามปัจจัยลบ และความไม่แน่นอนต่าง ๆ
โดยมองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็ง และทันต่อบริบทการแข่งขันในปัจจุบัน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เน้นประชานิยมโดยเอาเงินไปสร้างงาน และการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
พร้อมเดินหน้าจัดการปัญหาทุนสีเทา การทุจริตคอร์รัปชัน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่บิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และภาคธุรกิจ
นายพจน์ กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของประเทศในระยะต่อไป ไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนนโยบาย หรือแนวคิดใหม่ หากแต่อยู่ที่ศักยภาพในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และสามารถตรวจสอบประสิทธิผลได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว ที่สามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องได้จริง
หอการค้าไทย จึงได้นำเสนอ 6 วาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ภาคเอกชนเห็นว่าควรได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ได้แก่
1. การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่สามารถดำเนินการได้จริง และต่อเนื่อง
2. การปฏิรูประบบราชการ และการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
3. โครงสร้างการบริหารประเทศที่ยังขาดการบูรณาการ
4. การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ
5. การจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติในระดับชาติ
6. การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีอำนาจในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างแท้จริง


โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ม.ค. 69)




