
กลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคม ออกแถลงการณ์เรื่อง “วิกฤตศรัทธา และทางรอดของประเทศไทย ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69” โดยเรียกร้องให้สังคมไทยพิจารณาใน 4 ประเด็น คือ
1. ผู้นำชุดใหม่ต้องพลิกฟื้นโครงสร้างชาติ ศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก สลายโครงสร้างผูกขาดระบบเศรษฐกิจ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการกระจายอำนาจการตัดสินใจสู่ท้องถิ่น
2. ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และระบบคุณธรรม หยุดระบบอุปถัมภ์ที่เอื้อประโยชน์ให้พรรคพวก และทุนสีเทา
3. เตรียมพร้อมรับมืออุบัติภัย และวิกฤตประชากร
4. สร้างบรรทัดฐานใหม่ของผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยประเทศไทยเจ็บปวดกับผู้นำที่อ่อนหัด และไร้ประสบการณ์ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาไม่อาจยอมรับเด็กอมมือ หรือตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์บ้านใหญ่เข้ามาบริหารประเทศ เพื่อปกป้องบาดแผลและธุรกิจของตนเอง
กลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคม ยังเรียกร้องให้ประชาชนคว่ำบาตรทางคะแนนเสียง ต่อพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่
1. พรรคที่ทุจริตซื้อเสียง และพัวพันธุรกิจสีเทา หรือมีประวัติพัวพันยาเสพติด และผู้มีอิทธิพล
2. พรรคที่มุ่งเน้นนโยบายสัญญาว่าจะแจก และปรนเปรอ โดยนำเงินภาษีของประชาชน หรือกู้มาแจก
3. พรรคที่สนับสนุนอบายมุข มอมเมาสังคม ทั้งบ่อนกาสิโน พนันออนไลน์
4. พรรคที่มีประวัติเชิงทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนผูกขาด ทั้งในและต่างประเทศ
5. พรรคที่เป็นแหล่งสุมหัวของผู้มีอิทธิพลบ้านใหญ่ รวมตัวโดยไร้อุดมการณ์ มุ่งแต่ได้ตำแหน่ง อำนาจ และผลประโยชน์
“การเลือกตั้งครั้งนี้ คือ โอกาสสุดท้ายของการพลิกฟื้นสถานการณ์บ้านเมือง ประชาชนต้องร่วมกันใช้อำนาจที่มี เลือกพรรคที่มีนโยบายยั่งยืน และผู้นำที่มีกระดูกสันหลังทางจริยธรรม เพื่อหยุดยั้งความเสื่อมโทรม และสร้างประเทศที่ยุติธรรมสำหรับทุกคน” แถลงการณ์ฯ ระบุ
สำหรับนักวิชาการที่ร่วมลงนามสนับสนุนแถลงการณ์ดังกล่าว มีจำนวนทั้งหมด 42 คน อาทิ นายวิชา มหาคุณ, นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, นายปกรณ์ ปรียากร, นายบรรเจิด สิงคะเนติ, นายต่อตระกูล ยมนาค, นายนิยม รัฐอมฤต, นายมานิต สุขสมจิต, นายชาญวิทย์ ผลชีวิน, นายวรากรณ์ สามโกเศศ, นายเวทิน ชาติกุล, พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ เป็นต้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ม.ค. 69)





