
ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่บรรยากาศของการเลือกตั้ง คำถามสำคัญที่สังคมกำลังมองหาคำตอบ อาจไม่ใช่เพียงว่า “จะแจกอะไรให้ประชาชน” แต่คือ “จะสร้างอนาคตให้ประเทศอย่างยั่งยืนได้อย่างไร”
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา นโยบายจำนวนไม่น้อยมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เน้นการกระตุ้นระยะสั้น ขณะที่โจทย์เชิงโครงสร้างอย่างความเหลื่อมล้ำ การขาดวินัยทางการเงินของประชาชน และความอ่อนแอของตลาดทุนไทย กลับยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
หนึ่งในแนวคิดเชิงนโยบายที่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้พร้อมกัน คือแนวคิดที่เรียกว่า “พอร์ตแรกตั้งแต่เกิด” ซึ่งเสนอให้รัฐมอบทุนตั้งต้นมูลค่า 15,000 บาทแก่เด็กไทยทุกคนตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก แต่ไม่ใช่ในรูปแบบเงินสดที่ใช้แล้วหมดไป หากเป็นการนำเงินดังกล่าวไปลงทุนระยะยาวแทนเด็กๆ ผ่านกองทุนที่อ้างอิงตลาดหุ้นไทยขนาดใหญ่ เพื่อให้เงินก้อนนี้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของประเทศ
แนวคิดนี้แตกต่างจากนโยบายแจกเงินทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้มุ่งกระตุ้นการบริโภคในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เป็นการสร้าง “สินทรัพย์” ให้กับประชาชนตั้งแต่ต้นทาง
เด็กไทยทุกคนจะมีพอร์ตการลงทุนแรกในชีวิตโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าครอบครัวจะมีฐานะอย่างไร ความเหลื่อมล้ำจึงถูกลดลงตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชีวิต ขณะเดียวกัน ครอบครัวก็จะเริ่มคุ้นเคยกับแนวคิดการออมและการลงทุนอย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าการมองเงินรัฐเป็นเพียงเงินช่วยเหลือที่ใช้แล้วจบ
แม้เงินลงทุนจำนวน 15,000 บาทอาจดูไม่มากในสายตาของใครหลายคนในวันนี้ แต่เมื่อมองผ่านระยะเวลาอันยาวนาน พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะทำให้เงินก้อนนี้มีความหมายอย่างยิ่ง หากตลาดหุ้นไทยให้ dividend yield 4-5% เงินก้อนนี้สามารถเพิ่มเป็นราว 30,000 บาทเมื่อเด็กอายุครบ 18 ปี
การลงทุนหุ้น คุณภาพดี ESG สูง กระแสเงินสดดี และ ให้เวลายาวนานเพียงพอทบต้นของการลงทุน โอกาสแพ้ยาก
และหากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีในระยะยาว ผลตอบแทนเฉลี่ยระดับ 10% ต่อปี ก็อาจทำให้เงินก้อนนี้เพิ่มเป็นเกือบ 50,000 บาท ซึ่งเพียงพอจะเป็นทุนการศึกษา เงินตั้งต้นทำงาน หรือจุดเริ่มต้นของชีวิตวัยผู้ใหญ่ได้
ในมุมของภาครัฐ นโยบายนี้ไม่ได้สร้างภาระทางการคลังแบบฉับพลัน เพราะไม่ใช่เงินที่ถูกนำออกมาใช้ทันที แต่เป็นการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนระยะยาว อีกทั้งยังเป็นกลไกที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
เนื่องจากทุกปีจะมีเงินลงทุนใหม่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง ตามจำนวนเด็กที่เกิดใหม่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 4–5 แสนคนต่อปี เท่ากับว่าจะมีเม็ดเงินประมาณ 6,000–7,500 ล้านบาทต่อปีเข้าสู่ตลาดทุนไทยอย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ในระยะสั้น แต่เป็นกระแสเงินที่มีเสถียรภาพสูงและอยู่ในระบบระยะยาว
กระแสเงินลักษณะนี้จะช่วยพยุงตลาดหุ้น ลดความผันผวน และค่อย ๆ สร้างฐานนักลงทุนไทยให้แข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดทุนไทยเผชิญกับการถอนเงินลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ที่สำคัญ นโยบายนี้ยังช่วยยกระดับระบบนิเวศของตลาดทุนทั้งหมด ตั้งแต่กองทุนรวม ธุรกิจจัดการลงทุน ไปจนถึงการพัฒนาความรู้ทางการเงินของประชาชนในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงการลงทุน คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ หากเด็กถือหน่วยลงทุนตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 18 ปี แล้วเกิดภาวะตลาดไม่ดี ผลตอบแทนติดลบ หรือเงินต้นลดลง รัฐจะรับมือกับความเสี่ยงนี้อย่างไร และจะเป็นธรรมกับเด็กหรือไม่
ความจริงที่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมา คือ การลงทุนในตลาดทุนย่อมมีความผันผวน ไม่มีใครสามารถรับประกันผลตอบแทนได้ในทุกช่วงเวลา และการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง ก็หมายถึงการปิดโอกาสในการเติบโตของเงินทุนเช่นกัน
ดังนั้น นโยบายนี้จึงไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวคิดว่า “ไม่มีความเสี่ยง” แต่ตั้งอยู่บนการออกแบบความเสี่ยงให้เหมาะสม เป็นธรรม และไม่ผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป
ระยะเวลาการลงทุนที่ยาวถึง 18 ปี ถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงของตลาดหุ้นโดยธรรมชาติ เพราะในทางสถิติ แม้ตลาดจะผันผวนรุนแรงในระยะสั้น แต่เมื่อมองในช่วงเวลาที่ยาวพอ ความเสี่ยงของการขาดทุนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การลงทุนผ่านกองทุนดัชนีขนาดใหญ่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเลือกหุ้นผิดตัว และสะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม มากกว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
นอกจากนี้ รัฐยังสามารถออกแบบกลไกคุ้มครองขั้นต่ำเพิ่มเติมได้ เช่น การกำหนดว่า เมื่อเด็กอายุครบ 18 ปี หากมูลค่าเงินลงทุนต่ำกว่าเงินต้นที่รัฐใส่ให้ในวันแรก รัฐจะชดเชยเฉพาะส่วนต่างเพื่อให้เงินกลับมาเท่ากับ 15,000 บาท กลไกเช่นนี้ไม่ใช่การรับประกันกำไร แต่เป็นการรับประกันว่า เด็กจะไม่เสียโอกาสจากการเข้าร่วมโครงการ และเป็นการรับความเสี่ยงเฉพาะในกรณีเลวร้ายที่สุดเท่านั้น
อีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยง คือการปรับสัดส่วนการลงทุนตามช่วงอายุ เมื่อเด็กยังเล็ก เงินลงทุนสามารถอยู่ในหุ้นเป็นสัดส่วนสูงเพื่อเปิดโอกาสการเติบโต แต่เมื่อเข้าใกล้อายุ 18 ปี ระบบสามารถทยอยลดความเสี่ยงโดยย้ายบางส่วนไปยังสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยลง วิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่เด็กจะเผชิญกับภาวะตลาดตกหนักในช่วงใกล้เวลาถอนเงิน และเป็นหลักการเดียวกับกองทุนเพื่อการเกษียณในหลายประเทศ
ท้ายที่สุด นโยบายนี้ไม่ควรถูกสื่อสารว่าเป็นการลงทุนเพื่อหวังกำไรสูง แต่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้างสินทรัพย์ตั้งต้นและโอกาสในชีวิตให้กับเด็กไทยทุกคน แม้ในกรณีที่ตลาดไม่เอื้ออำนวย และเงินเติบโตไม่มาก หรือแทบไม่เติบโตเลย เด็กก็ยังได้รับสิ่งที่มีคุณค่า คือการมีต้นทุนชีวิตจากรัฐ และการเติบโตมากับความเข้าใจว่าความมั่งคั่งต้องอาศัยเวลา วินัย และความอดทน ไม่ใช่ความหวังทางลัด
หากสื่อสารประเด็นเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน นโยบาย “พอร์ตแรกตั้งแต่เกิด” จะไม่ถูกมองว่าเป็นการนำเงินภาษีไปเสี่ยงโชคในตลาดหุ้น แต่จะถูกมองว่าเป็นการลงทุนเชิงสังคมที่คิดเผื่อทั้งวันที่เศรษฐกิจสดใส และวันที่ไม่สวยงามไว้แล้วตั้งแต่ต้น และอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่นโยบายที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง มากกว่าการเป็นเพียงคำสัญญาในฤดูเลือกตั้ง
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ม.ค. 69)




