
น.ส.ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันนี้ ราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) พุ่งขึ้นมาทะลุระดับ 4,700 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 9% จากราคาเปิดต้นปี อยู่ที่ประมาณ 4,321 ดอลลาร์/ออนซ์ ราคาที่ปรับขึ้นมาในระดับนี้เพียง 20 วันถือว่าเป็นการปรับขึ้นที่เร็วกว่าคาดหมาย แถมยังเป็นการเปิด gap ในวันจันทร์ทุกสัปดาห์ ขานรับความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของทองคำไทย (ทองคำแท่ง 96.5%) จากต้นปีจนถึงวันนี้ ราคาขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 69,300 บาท/บาททองคำ หรือขึ้นมาเกือบ 7%
ปัจจัยที่กระตุ้นให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงมาจากปัจจัยหลัก 3 ด้าน ดังนี้
1.”ทรัมป์” เปิดศึกชิง “กรีนแลนด์” และความเสี่ยงด้านสงครามการค้า US-EU หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขู่จะเก็บภาษีนำเข้าจาก 8 ประเทศในยุโรปสูงถึง 10-25% เนื่องจากกรณีที่ขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯ “ซื้อเกาะกรีนแลนด์” ส่งผลให้ผู้นำยุโรปกำลังจัดการประชุมด่วนสร้างความตึงเครียดทั้งภูมิภาค ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลและหันมาซื้อทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยนายทรัมป์ได้กล่าวไว้ว่าแม้เน้นการเข้าปกครองด้วยการเจรจาทางการทูต แต่ก็ไม่ตัดวิธีการยึดครองด้วยกำลังทางทหาร
2.เงินดอลลาร์อ่อนค่า & เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ร่วงฉับพลันจากความกังวลของตลาดที่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะต้องปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้มากกว่าที่แสดงใน Dot Plot ที่เพียง 1 ครั้ง หลังเกิดการปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่งในเฟดโดยเฉพาะนายพาวเวล ที่จะหมดวาระประธานเฟดในเดือน พ.ค. อีกทั้งเริ่มเกิดการคาดการณ์ว่าเฟดอาจจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับสงครามการค้าที่ทรัมป์จุดชนวนขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะต้องสกัดการเร่งตัวขึ้นของ Bond Yield สหรัฐ หากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถูกเทขายจากประเทศในยุโรป หากความขัดแย้งปะทุรุนแรงมากขึ้น
3.ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ “ตุนทอง” ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและรัสเซียที่ยังคงโยกเงินออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ ตามนโยบาย De-Dollarization มาซื้อทองคำเก็บไว้เป็นทุนสำรองฯ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ แรงซื้อมหาศาลจากธนาคารกลางทั่วโลก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง
ทั้งนี้ จากการสำรวจของวายแอลจี พบว่า ล่าสุดสถาบันการเงินต่างชาติส่วนใหญ่ได้ให้ราคาเป้าหมายทองคำไว้ในระดับ 4,900-5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ขึ้นไป เริ่มจาก J.P. Morgan ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 5,055 ดอลลาร์/ออนซ์ ด้าน Goldman Sachs ให้ราคาเป้าหมายที่ 4,900 ดอลลาร์/ออนซ์ UBS ให้ราคาเป้าหมายที่ 5,000-5,400 ดอลลาร์/ออนซ์ รวมถึง Bank of America ให้ราคาเป้าหมายที่ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ และ Citi ให้ราคาเป้าหมายที่ 5,000-6,000 ดอลลาร์/ออนซ์
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำ วายแอลจีแนะนำเข้าลงทุนแบบรอจังหวะสะสม DCA เพื่อถือครองในระยาว พร้อมเพิ่มโอกาสด้วยการลงทุนระยะสั้น โดยมีแนวรับสำคัญที่ต้องจับตา 4,660 ดอลลาร์/ออนซ์ ขณะที่แนวต้านระยะสั้นประเมินไว้ที่ 4,720-4,750 ดอลลาร์/ออนซ์ นอกจากนี้ วายแอลจียังคงคาดการณ์ในปีนี้ว่าทองคำจะมีโอกาสขึ้นไปได้ถึงกรอบเป้าหมาย 4,900-5,000 ดอลลาร์/ออนซ์
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)




