
นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ของโรคไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease) ซึ่งเป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ 2558 ยังอยู่ในระดับที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากข้อมูลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือมีรายงานพบผู้ป่วยในรัฐเบงกอล ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผู้ป่วยโรคไวรัสนิปาห์ ในประเทศไทย ที่พบในขณะนี้อยู่ที่ต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศบังกลาเทศ และอินเดีย โดยพบผู้ป่วยที่รัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลประเทศไทย แต่ก็มีการเดินทางทั้งนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เดินทางมาทำธุรกิจ ซึ่งเที่ยวบินที่บินตรงมาจากรัฐเบงกอล จะมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ซึ่งกรมควบคุมโรคได้เริ่มมีการคัดกรองผู้เดินทางแบบจำกัดเฉพาะเที่ยวบินตรงตั้งแต่เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทยได้มีการยกระดับมาตรการในการเตรียมพร้อมรับมือ ซึ่งสร้างความมั่นใจให้นักเดินทางทั้งชาวต่างชาติและคนไทย ขณะนี้การเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการระบาดรัฐเบงกอลตะวันตก ก็จะมีโรงพยาบาลเอกชนที่พบผู้ป่วยที่เดินทางกลับมาแล้วมีอาการป่วย เช่น มีไข้ มีอาการทางเดินหายใจ หรือเข้าข่ายสงสัยในอาการที่ผู้ป่วยรายงาน หรือกลับมาจากประเทศเหล่านั้นหรือพื้นที่ที่มีการระบาดภายใน 21 วัน ก็จะทำการสอบสวนและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจแล้ว ผลยังไม่พบไวรัสนิปาห์
“ยืนยันว่าขณะนี้เรามีมาตรการเข้มข้นในระดับที่เหมาะสม และไม่ได้ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศมีการสะดุดหรือชะงัก ประชาชนสามารถเดินทางปกติ เพียงแต่ต้องปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เรายังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย และสถานทูตไทย ซึ่งมีสถานกงสุลอยู่ที่เมืองกัลกัตตา ประสานข้อมูลกันยังไม่พบว่ามีผลกระทบต่อคนไทยที่เดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ดี หลังจากนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ จะมีการประเมินความเสี่ยงของสถานการณ์ว่าจะเป็นอย่างไร” นพ.โสภณ กล่าว
ไทยยกการ์ดสูง เฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์”
ด้านแพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ว่า สำหรับผู้ป่วยในรัฐเบงกอล ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย ได้รับเชื้อมาจากผู้ป่วยที่สัมผัสสารคัดหลั่งค้างคาวจากผลไม้ที่ปนเปื้อน ทั้งนี้ ยังต้องรอข้อมูลที่ชัดเจนจากประเทศอินเดียและองค์การอนามัยโลก โดยเฉพาะข้อมูลเรื่องสายพันธุ์ เนื่องจากเชื้อไวรัสนิปาห์สามารถปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ได้
ส่วนการเตรียมความพร้อมในประเทศไทย ได้มีการเสริมความเข้มแข็งของระบบเฝ้าระวัง ซึ่งไทยยกการ์ดสูง เฝ้าระวังทั้งเคสที่อาจเข้ามาจากพื้นที่ระบาด ซึ่งขณะนี้ยังมีแค่รัฐเบงกอลตะวันตกเท่านั้น ไม่ใช่อินเดียทั้งประเทศ เนื่องจากในโซนอื่นของอินเดียยังไม่มีรายงาน และโอกาสที่จะพบมีน้อย ดังนั้น จึงไม่อยากให้ตระหนกตกใจจนเกินไป
อย่างไรก็ดี จากข้อมูลล่าสุดเหมือนจะสามารถเบาใจได้ระยะหนึ่ง เนื่องจากมีเคสยืนยัน 2 ราย ส่วนอีก 3 รายที่น่าจะเข้าข่าย แต่ไม่ได้มีผลตรวจทางห้องปฎิบัติการยืนยัน ประกอบกับผู้ที่สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในครอบครัว หรือบุคลากรที่ดูแล ได้มีการตรวจเชื้อเกือบ 200 ราย พบว่าผลตรวจเป็นลบทั้งหมด และยังไม่พบรายงานผู้ป่วยเพิ่มเติม ดังนั้น สะท้อนว่าเชื้อไวรัสนี้ยังไม่สามารถแพร่กระจายได้เร็วเหมือนโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถวางใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังคงต้องรอติดตามข้อมูลด้านการตรวจเชื้อไวรัสในรายละเอียดต่อไป
แพทย์หญิงจุไร กล่าวว่า ในประเทศไทยมีข้อมูลว่ามีค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มของค้างคาวผลไม้ ซึ่งมีรายงานมานานแล้วว่า ในค้างคาวแม่ไก่มีการตรวจเจอไวรัสนิปาห์เช่นกัน แต่อัตราส่วนของการเจอเชื้อในค้างคาวแม่ไก่ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งไม่มาก (โดยอัตราส่วนที่ตรวจพบค้างคาวที่ติดเชื้อสูงสุดอยู่ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.) ขณะที่พื้นที่ที่มีการระบาดของอินเดีย ค้างคาวที่มีเชื้อจะอยู่ประมาณ 40% ซึ่งค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ จากพื้นที่ที่มีรายงานค้างคาวที่ติดเชื้อ ได้มีงานวิจัยและการเฝ้าระวังในการตรวจสุกรหรือประชาชนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง ก็ไม่พบว่ามีการติดเชื้อแต่อย่างใด ดังนั้น สามารถไว้วางใจได้ในระดับหนึ่งว่า ถึงแม้ค้างคาวในไทยจะมีการพบเชื้อ แต่พบในสัดส่วนที่น้อย และไม่ได้มีหลักฐานการแพร่เชื้อสู่สุกรหรือคน
สาเหตุและการแพร่เชื้อ
อย่างไรก็ดี ไทยยังคงเฝ้าระวัง เนื่องจากไวรัสนิปาห์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายที่ไทยเฝ้าระวังมานานแล้ว นอกจากการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว ยังมีการเฝ้าระวังเคสในประเทศ หากมีผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจรุนแรง ปอดบวม เหนื่อย หรือโรคทางระบบประสาท มีไข้ ปวดศีรษะ ซึม หรือชัก และมีประวัติว่า ภายใน 21 วันสัมผัสปัจจัยเสี่ยง เช่น
1. สัมผัสสารคัดหลั่งจากค้างคาวผลไม้โดยตรง ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย
2. บริโภคอาหารหรือสิ่งปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาวผลไม้ หรือสารคัดหลั่ง เช่น ผลไม้ที่ตกหล่นตรงต้นไม้ที่ค้างคาวอาศัยอยู่ หรือผลไม้ที่มีร่องรอยการกัดกินของค้างคาว
3. สัมผัสสัตว์ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เช่น สุกร ซึ่งมีรายงานเมื่อประมาณ 20 ปีก่อนที่ประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ พบการติดเชื้อจากสุกร
4. สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยที่สงสัยหรือยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสนิปาห์ โดยอาจมีการสัมผัสใกล้ชิด หรือมีการพูดคุยกัน เป็นต้น
สำหรับการเฝ้าระวังไวรัสนิปาห์ แพทย์หญิงจุไร กล่าวว่า มีการเฝ้าระวังทั้งเคสที่อาจมีการเล็ดลอดเข้ามาจากต่างประเทศ หรือเคสที่อาจมีโอกาสเกิดขึ้นในบ้านเราเอง ส่วนเรื่องการเตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยและการวินิจฉัย จะมีการสื่อสารเชิงรุก ให้คำแนะนำต่าง ๆ อัปเดตข้อมูลเรื่อย ๆ โดยยืนยันว่าไวรัสนิปาห์ ยังเป็นโรคที่ติดเชื้อจากสัตว์สู่คนเป็นหลัก ส่วนการแพร่เชื้อจากคนสู่คนยังเป็นเรื่องจำกัด สธ. ได้มีการทำงานร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมปศุสัตว์ และสถาบันวิชาการต่าง ๆ ในการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และเตรียมแผนตอบโต้เมื่อมีผู้ป่วยต้องสงสัย
ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีค้างคาวแม่ไก่จำนวนมาก ได้แก่
1. ห้ามเก็บผลไม้ที่ร่วงหล่น หรืออยู่บนต้น ที่มีรอยกัด รอยแทะ หรือรอยข่วน มารับประทานเด็ดขาด หลีกเลี่ยงการทานผลไม้ที่ไม่ผ่านการล้างให้ดี และปอกเปลือกก่อนรับประทานเสมอ รวมถึงจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมให้เรียบร้อย เพราะอาจเป็นแหล่งที่จะแพร่เชื้อได้
2. ดูและสัตว์เลี้ยง และสัตว์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะสุกร ที่อาจรับเชื้อจากค้างคาวและแพร่เชื้อสู่คนได้ รวมถึงห้ามนำผลไม้ที่มีรอยกัด รอยแทะ หรือรอยข่วน มาให้สัตว์รับประทานเช่นกัน นอกจากนี้ ให้ติดตามอาการของสัตว์ ทั้งสุนัข แมว หรือสุกร หากมีอาการป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หรือเสียชีวิต ให้รีบแจ้งปศุสัตว์ทันที
3. ภาชนะเก็บน้ำรอบบ้านควรมีฝาปิดมิดชิด เพื่อป้องกันมูลหรือปัสสาวะค้างคาวปนเปื้อน และอย่าสัมผัสค้างคาว
4. ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้ชิดค้างคาวและมีอาการไข้สูง ซึม ชัก สับสน หรือมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติความเสี่ยงให้แพทย์ทราบ
เทียบการแพร่เชื้อไวรัสนิปาห์ กับโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่
สำหรับความกังวลความสามารถในการแพร่เชื้อของไวรัสนิปาห์ เมื่อเทียบกับโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ แพทย์หญิงจุไร กล่าวว่า อัตราความสามารถในการแพร่เชื้อ สำหรับไข้หวัดใหญ่จะอยู่ประมาณ 1.2-2.0 (หรือผู้ป่วย 1 คนสามารถแพร่เชื้อได้ประมาณ 1-2 คน ถ้าคนรอบข้างไม่ได้ภูมิคุ้มกันเลย) ส่วนโรคโควิด-19 จะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ล่าสุดสายพันธุ์โอมิครอน ความสามารถในการแพร่เชื้อ อยู่ที่ประมาณ 8-10 และไวรัสนิปาห์ ความสามารถในการแพร่เชื้อ 0.2-0.8
“เมื่อไหร่ที่เชื้อมีความสามารถในการแพร่เชื้อน้อยกว่า 1 โอกาสในการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นจะยากมากและค่อนข้างจำกัด โดยเราคาดการณ์ว่าผู้ป่วยที่มาจากรัฐเบงกอล น่าจะค่อนข้างอาการหนัก น่าจะไม่สามารถเดินทางได้ และไม่มีการแพร่เชื้อก่อนป่วน โดยเรามีการคัดกรองไข้ที่สนามบินทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ดังนั้น ไม่น่าจะสามารถเล็ดลอดได้” แพทย์หญิงจุไร กล่าว
ส่วนกรณีที่มีผู้ที่เดินทางจากสนามบินมาไทยแล้วยังไม่ได้แสดงอาการ หรืออยู่ในระยะฟักตัว กรณีนี้จะมีการติดตาม โดยผู้โดยสารทุกไฟลท์ที่เดินทางมาจากกัลกัตตา จะต้องมีการกรอก เอกสารต.8 ตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และมีบัตรเตือนสุขภาพ (Health beware card) ติดตัว ถ้าภายใน 21 วันที่อยู่เมืองไทยถ้ามีอาการป่วยหรือไม่สบายจะต้องติดต่อที่ Hotline 1422 เพื่อติดตามและเข้าสู่กระบวนการแยก ตรวจรักษาต่อไป ขณะเดียวกัน กรมการแพทย์ได้เตรียมพร้อมสถานพยาบาลทั่วประเทศทั้งรัฐและเอกชนแล้ว ถ้ามีผู้ป่วยต้องสงสัยจะมีการส่งเลือดและสารคัดหลั่ง คาดทราบผลตรวจจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ภายใน 6-8 ชั่วโมง
อาการ
สำหรับอาการของไวรัสนิปาห์ อาการป่วยในคนทั่วไปจะค่อนข้างอันตรายกว่าโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ที่คนส่วนใหญ่มีภูมิแล้ว โดยไวรัสนิปาห์ มี 2 สายพันธุ์ย่อย คือ 1. สายพันธุ์จากมาเลเซีย อัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 40-50% และ 2. สายพันธุ์จากบังกลาเทศ อัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 70% โดยสายพันธุ์จากบังกลาเทศมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง และมีอาการเรื่องระบบทางเดินหายใจ
ดังนั้น โดยสรุปถ้าติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และมีอาการปอดอักเสบ รุนแรงกว่าโควิด-19 ซึ่งโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่มียารักษา แต่ไวรัสนิปาห์ ยังไม่มียารักษาและวัคซีน ดังนั้น การป้องกันสำคัญที่สุด โดยระยะการฟักตัวของโรคเฉลี่ยอยู่ที่ 4-14 วัน แต่มีรายงานบางรายซึ่งพบไม่มาก แต่มีอาการใน 45 วัน ดังนั้น ระบบการเฝ้าระวังของไทยจะอยู่ที่กลาง ๆ ประมาณ 3 สัปดาห์ หรือ 21 วัน
“ตอนนี้มียาต้านไวรัสที่ใช้ได้บ้าง คือยาเรมเดซิเวียร์ แต่ผลยังเชื่อถือไม่ได้ และเข้าใจว่าที่อินเดียใช้ยานี้รักษาอยู่ สำหรับอัตราของการเสียชีวิตจากไวรัสนิปาห์ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40-75% แต่มีบางรายงานบอกว่ามีถึง 90% ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ 1. การเข้าถึงการรักษา เพราะการรักษาเป็นการประคับประคองตามอาการ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่การรักษาดี ก็จะสามารถทำให้ผู้ป่วยฟื้นได้ แต่โรคนี้จะมีผลข้างเคียงระยะยาว และ 2. เรื่องสายพันธุ์ของเชื้อต่ออัตราการเสียชีวิต ที่สายพันธุ์บังกลาเทศสูงกว่า” แพทย์หญิงจุไร กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ม.ค. 69)





