
ดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติของรัสเซีย กล่าวในวันจันทร์ (2 ก.พ.) ว่า สนธิสัญญาการลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ (Strategic Arms Reduction Treaty) หรือ New START ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐอเมริกา คือรากฐานในการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
เมดเวเดฟกล่าวว่า ข้อเสนอที่ทางรัสเซียยื่นให้สหรัฐฯ พิจารณา เพื่อขยายระยะเวลาการบังคับใช้ข้อจำกัดตามสนธิสัญญา New START ออกไปอีกหนึ่งปีนั้น ยังคงอยู่บนโต๊ะเจรจา โดยย้ำว่า “หากทางอเมริกาประสงค์จะขยายเวลา ก็สามารถทำได้”
สำหรับประเด็นที่ว่า สนธิสัญญา New START กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 5 ก.พ.นี้ เมดเวเดฟกล่าวว่า การสิ้นสุดของสนธิสัญญาไม่ได้หมายความว่าจะเกิดหายนะหรือเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นในทันที แต่ก็ “ทำให้ทุกคนตื่นตระหนก” อยู่ดี
ทั้งนี้ สนธิสัญญา New START ลงนามโดยรัสเซียและสหรัฐฯ เมื่อปี 2553 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 ก.พ. 2554 โดยจำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีที่แต่ละฝ่ายประจำการไว้ที่ 1,550 หัวรบ และจำกัดระบบนำส่งอาวุธที่ประจำการ (รวมถึงขีปนาวุธ เครื่องบินทิ้งระเบิด และเรือดำน้ำ) ไว้ที่ 700 ระบบ
เดิมทีสนธิสัญญามีอายุ 10 ปี แต่ในปี 2564 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ตกลงขยายสนธิสัญญาออกไปอีก 5 ปี ส่งผลให้สนธิสัญญาจะหมดอายุลงในวันที่ 5 ก.พ. 2569 นี้
ประธานาธิบดีปูตินกล่าวเมื่อเดือนก.ย. 2568 ว่า รัสเซียจะยังคงปฏิบัติตามข้อจำกัดหลัก ๆ ของสนธิสัญญาต่อไปอีกหนึ่งปีหลังจากที่สนธิสัญญาหมดอายุลง โดยมีเงื่อนไขว่าสหรัฐฯ จะต้องงดเว้นจากการกระทำใด ๆ ที่บ่อนทำลายความสมดุลทางยุทธศาสตร์ที่มีอยู่
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวเมื่อเดือนม.ค.ว่า เขาไม่กังวลเรื่องที่สนธิสัญญากำลังจะหมดอายุลง และแสดงความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงใหม่
ทั้งนี้ เมื่อสนธิสัญญาดังกล่าวหมดอายุลง จะทำให้รัสเซียและสหรัฐฯ สองมหาอำนาจนิวเคลียร์ของโลก ปราศจากข้อจำกัดที่มีผลผูกพันเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)





