
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) (CGSI) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าเศรษฐกิจไทยเดือนธ.ค.68 ยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง เห็นได้จากตัวเลขการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัว 5.2% เทียบกับที่ขยายตัว 3.4% ในไตรมาส 4/68 และขยายตัว 2.2% ในปี 68 , การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 8.6% เทียบจาก 3% ในไตรมาส 4/68 และ 2.5% ในปี 68
ดุลการค้าเกินดุล 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 200 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาส 4/68 และ 2.33 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 68 , ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบจาก 900 ล้านเหรียญสหรัฐใน ไตรมาส 4/68 และ 1.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 68 , สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 3.4 ล้านคน เทียบกับ 8.9 ล้านคนในไตรมาส 4/68 และ 33 ล้านคนในปี 68
ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์ฯจึงคาดการณ์ว่า GDP ในไตรมาส 4/68 จะขยายตัว 1.4% yoy และ 0.2% qoq ส่วน GDP ทั้งปี 68 จะขยายตัว 2%
นอกจากนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่าจากโพลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลล่าสุด ชี้ว่าพรรคประชาชน (ปชน.) ยังคงเป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ.69 ขณะที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) จะตามมาเป็นอันดับสองและสาม ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม พรรค ปชน.อาจมีคะแนนเสียงไม่พอจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ขณะที่ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองหลายท่านมองว่าพรรคการเมืองสามอันดับแรกนั้น พท.ดูจะมีแนวทางสอดคล้องกับพรรค ภท.มากกว่าพรรค ปชน. โดยเฉพาะการเน้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
ขณะที่นโยบายของ ปชน.ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างและเศรษฐกิจในระยะยาว มุ่งเน้นเรื่องพัฒนาประเทศให้ทันสมัย, เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการปฏิรูปองค์กรเพื่อเป็นรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง ในทางกลับกันภท.เน้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น, เร่งการลงทุน และขยายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อขับเคลื่อนกำรเติบโตและส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่น จึงเชื่อว่า ภท.และ พท.น่าจะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของ GDP ปี 69 อยู่ที่ 1.9% yoy โดยมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง อีกทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนภาครัฐส่วนใหญ่น่าจะต้องรอผลการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2/69 ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นการบริโภคน่าจะออกมาหลังจากนั้น
ขณะที่ด้านต่างประเทศ มองว่าแม้มูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าจะยังแข็งแกร่งในปีนี้ แต่ผลกระทบสุทธิ (net contribution) ต่อ GDP อาจอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ยังมีประเด็น เรื่องการสวมสิทธิสินค้า (transshipment) อีกด้วย
ทั้งนี้ การที่ GDP น่าจะขยายตัวไม่ถึง 2% และอัตราเงินเฟ้อที่เกือบ 0% ในปีนี้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่สนับสนุนให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ดังนั้น จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.75% โดยน่าจะปรับลด 25bp สองครั้งในปี 69
สำหรับสมมุติฐานอัตราแลกเปลี่ยน ฝ่ายวิเคราะห์ฯ คาดว่าอัตราแลกเปลี่ยน THB /US$ จะอยู่ที่ 31.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐในสิ้นปี 69 โดยมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมาอยู่ในกรอบประมาณ 30.00-32.00 บาท แม้ว่า GDP จะขยายตัวต่ำกว่ำ 2% ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทน่าจะมีสาเหตุมากจากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นและการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้ง ธปท.มีพื้นที่ให้เข้ามาแทรกแซงน้อยลง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)





