ZoomIn: ส่อง 8 นโยบายเรือธงภูมิใจไทย ลงทุน 1.48 แสนลบ. ที่มางบฯชัดเจน-คุ้มค่า

เปิดชุดนโยบายขับเคลื่อนประเทศของพรรคภูมิใจไทย หลังได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นในการเลือกตั้ง โดยนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต ผ่าน 8 นโยบายหลัก ตั้งแต่การดึง “รัฐมนตรีมืออาชีพ” บริหารประเทศ การศึกษาเท่าเทียม เรียนฟรีมีงานทำ เสริมความมั่นคง สร้างกำแพงชายแดน ทหารอาสา-พยาบาลอาสา ลดค่าครองชีพด้วยค่าไฟ 3 บาท มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าราคาประหยัด ไปจนถึง “คนละครึ่ง พลัส” ใช้วงเงินงบประมาณรวม 148,326 ล้านบาท โดยเป็นการใช้งบประมาณแผ่นดิน 145,126 ล้านบาท (97.84%) ใช้การดำเนินการตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 800 ล้านบาท (0.54%) และการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (PPP) 400 ล้านบาท (0.27%) และกองทุนหมุนเวียนต่างๆ 2,000 ล้านบาท (1.35%)

1. การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (รัฐมนตรีมืออาชีพ) :

เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

  • วงเงินที่ต้องใช้: ไม่ใช้งบประมาณ
  • ที่มาของเงิน: ไม่ใช้งบประมาณ
  • ความคุ้มค่า: คุ้มค่าในเชิงการบริหารและการใช้ทรัพยากรของรัฐ และได้บุคคลที่มีความรู้ และความมีประสบการณ์ตรงกับภารกิจ
  • ประโยชน์: การขับเคลื่อนนโยบายมีความเป็นมืออาชีพเป็นทีมเดียวกัน และตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ดี
  • ผลกระทบ: โครงสร้างการบริหารมีความชัดเจน และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ความเสี่ยง: ไม่มี

2. การศึกษาเท่าเทียม พลัส (เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา) :

Online Learning Platform เรียนฟรีออนไลน์, Skill Bridge สะพานพาคนไทยสู่อนาคต เรียนจบมีงานทำ เอกชนร่วมเขียนหลักสูตร และ Learning Passport สะสมผลการเรียน เทียบโอนหน่วยกิตได้ เก็บครบรับปริญญาบัตร

  • วงเงินที่ต้องใช้: 700 ล้านบาทในปีแรก เพื่อจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเกลี่ยงบจากค่าหนังสือเรียนปี 2569 ของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
  • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี และการบริหารงบประมาณภาครัฐแนวใหม่ โดยเกลี่ยงบประมาณที่มีความจำเป็นน้อยมาใช้ประโยชน์
  • ความคุ้มค่า: ยกระดับโอกาสคนไทยทุกช่วงวัย, ลดต้นทุนทางสังคม เช่น การว่างงาน, ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
  • ประโยชน์: เชื่อมการเรียนกับการทำงานผ่านแพลตฟอร์ม Up skill, Re skill ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่, เพิ่มโอกาสการมีงานทำและการเพิ่มรายได้อย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • ผลกระทบ: เปลี่ยนบทบาทรัฐจากผู้ควบคุมเป็นผู้สนับสนุน และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา
  • ความเสี่ยง: บุคลากรบางส่วนขาดความพร้อมด้านดิจิทัล และการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น

3. สร้างกำแพงชายแดนป้องกันภัยรุกราน :

ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร สร้างกำแพงกิโลเมตรละ 8.66 ล้านบาท

  • วงเงินที่ต้องใช้: 866 ล้านบาท (ที่มา : สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อนุมัติหลักการให้สร้างรั้ว/ กำแพง เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 68)
  • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบประมาณความร่วมมือกับภาคเอกชน
  • ความคุ้มค่า: เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงและป้องกันปัญหาตามแนวชายแดน
  • ประโยชน์: ป้องกันการข้ามแดน เช่น แรงงานเถื่อน และป้องกันการลักลอบสินค้าผิดกฎหมาย และยาเสพติด
  • ผลกระทบ: ความคุ้นชินของคนตามแนวชายแดน
  • ความเสี่ยง: ความเสี่ยงและความยากในพื้นที่ก่อสร้าง

4. ทหารอาสา :

จำนวน 100,000 คน รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน ระยะเวลาประจำการ 4 ปี และฝึกอาชีพ เรียนหนังสือ มีโควต้าสอบเป็นนายสิบ

  • วงเงินที่ต้องใช้: 22,700 ล้านบาทต่อปี (เงินเดือน 14,400 ล้านบาทต่อปี และสวัสดิการ 8,300 ล้านบาทต่อปี)
  • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี เกลี่ยงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อนและมีความจำเป็นน้อย
  • ความคุ้มค่า: ได้ภาพลักษณ์กองทัพสมัยใหม่ที่ประชาชนเชื่อมั่น และได้ทหารอาสาที่สมัครใจแทนทหารเกณฑ์
  • ประโยชน์: ยกระดับทหารอาสาเป็นกำลังพลที่มีคุณภาพ กำลังพลมีขวัญกำลังใจสูง และลดภาระทหารเกณฑ์
  • ผลกระทบ: ปรับงบและอัตรากำลังใหม่ เพิ่มการฝึกเฉพาะทาง และมีวุฒิบัตรวิชาชีพต่อยอดในตลาดแรงงาน
  • ความเสี่ยง: ไม่มี

5. พยาบาลอาสา ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) :

อัตราจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ

  • วงเงินที่ต้องใช้: 13,500 ล้านบาทต่อปี
  • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี เกลี่ยงบประมาณที่ซ้ำซ้อน และงบประมาณที่มีความจำเป็นน้อย
  • ความคุ้มค่า: ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
  • ประโยชน์: เสริมระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ สร้างอาชีพใหม่ และมีเงินหมุนเวียนในหมู่บ้านและชุมชน
  • ผลกระทบ: การดูแลผู้สูงวัยมีคุณภาพ และลดปัญหาการแออัดในโรงพยาบาล
  • ความเสี่ยง: คุณภาพการดูแลผู้สูงวัยในแต่ละหมู่บ้านอาจแตกต่างกัน และผู้สูงวัยมีจำนวนไม่เท่ากันโดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง

6. ค่าไฟฟ้า หน่วยละ 3 บาท (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) :

จำนวนครัวเรือนจากทั่วประเทศ 22 ล้านครัวเรือน

  • วงเงินที่ต้องใช้: 63,360 ล้านบาทต่อปี
  • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี และรายได้จากพลังงานสะอาดโซลาร์เซลล์ที่ลดต้นทุนไฟฟ้าได้บางส่วน
  • ความคุ้มค่า: ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนเพื่อเพิ่มกำลังซื้อมากขึ้น โดยตัดค่าดำเนินการไม่ผ่านหน่วยงานกลางและตัดภาษีซ้ำซ้อน
  • ประโยชน์: ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้เป็นธรรมมากขึ้น และปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เพื่อกระตุ้นให้ประหยัดพลังงาน
  • ผลกระทบ: อาจมีผลกระทบต่องบประมาณรายจ่ายประจำปี
  • ความเสี่ยง: ไม่มี

7. มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด :

ภายใต้กรอบเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด ประชาชนสมัครใจเข้าร่วมโครงการและผ่อนชำระเอง นำร่อง 100,000 คัน

  • วงเงินที่ต้องใช้: 3,200 ล้านบาทต่อปี
  • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี, กองทุนพลังงาน, งบสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า, การร่วมลงทุนของภาคเอกชน, Green Finance และ Direct PPA (Power Purchase Agreement)
  • ความคุ้มค่า: เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างเพื่ออนาคตของประเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะยาว และสนับสนุนเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียว และ Net Zero 2050
  • ประโยชน์: ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ช่วยลดมลพิษฝุ่น PM 2.5 ลดการนำเข้าน้ำมัน ประชาชนประหยัดค่าน้ำมัน และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
  • ผลกระทบ: ไม่มี
  • ความเสี่ยง: ไม่มี

8. คนละครึ่ง พลัส (ลดรายจ่ายผู้ซื้อ เพิ่มรายได้ผู้ขาย) :

  • วงเงินที่ต้องใช้: 44,000 ล้านบาท (เฉพาะในส่วนของรัฐ โดยประชาชนร่วมจ่าย 44,000 ล้านบาท)
  • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี
  • ความคุ้มค่า: เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ, ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ ร้านค้ามีรายได้หมุนเวียน ก่อให้เกิดการผลิต การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง
  • ประโยชน์: กระตุ้นการใช้จ่ายและกำลังซื้อ ลดค่าครองชีพ สร้างเงินหมุนเวียนในระบบ มีเงินสะพัดกว่า 80,000 ล้านบาท และ Up skill-Re skill เพิ่มทักษะค้าขายออนไลน์
  • ผลกระทบ: กระตุ้นกำลังซื้อมากขึ้น เสริมสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อย และมีเงินหมุนเวียนกระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก
  • ความเสี่ยง: ต้องบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบ รัดกุม, เป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายแบบระยะสั้น ต้องมีการวางแผนระยะยาวควบคู่กัน และความเสี่ยงต่ำเพราะเป็นระบบดิจิทัลตรวจสอบการทุจริตได้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.พ. 69)