
วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ไม่เพียงเป็นวันที่ญี่ปุ่นและไทยจัดการเลือกตั้งทั่วไปพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเท่านั้น แต่ผลการเลือกตั้งของทั้งสองประเทศยังออกมาในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ ชัยชนะของพรรคการเมืองสายอนุรักษนิยม ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความผันผวนของระเบียบโลก
สื่อต่างประเทศหลายสำนักต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ภายใต้การนำของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ และการก้าวขึ้นมาผงาดเป็นอันดับหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล สะท้อนจังหวะการเมืองที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของทั้งสองประเทศต่างให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความต่อเนื่อง มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในยามที่ประเทศต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากปัญหาค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนสูง และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์กับประเทศเพื่อนบ้าน
* ยุคสมัยของทาคาอิจิ และการหวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่ของ LDP
การตัดสินใจยุบสภาและจัดการเลือกตั้งหลังจากเข้ารับตำแหน่งเพียง 110 วันของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ถือเป็นการชิงความได้เปรียบทางการเมืองในช่วงที่คะแนนนิยมของเธออยู่ในระดับสูง ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นการเดินหมากที่ประสบความสำเร็จ เมื่อทาคาอิจิสามารถนำพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) กวาดไปได้ถึง 316 ที่นั่ง พุ่งขึ้นจากก่อนเลือกตั้งที่มีอยู่เพียง 198 ที่นั่งจากทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้พรรค LDP ครอง “เสียงข้างมากพิเศษ” (Supermajority) เกินสองในสามของสภาผู้แทนฯ ญี่ปุ่นได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2498
ยิ่งเมื่อรวมคะแนนกับพรรคพันธมิตรอย่าง พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP หรือ Ishin) ซึ่งได้ไป 36 ที่นั่ง ทำให้รัฐบาลทาคาอิจิมีเสียงในมือถึง 352 ที่นั่ง เปิดทางให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ ในสภาผู้แทนฯ ได้ผ่านฉลุย และเพียงพอที่จะคว่ำมติของวุฒิสภาในการพิจารณากฎหมายและงบประมาณสำคัญได้ทันที
นักวิเคราะห์มองว่า ทาคาอิจิสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นของพรรค LDP ที่เคยตกต่ำจากเรื่องอื้อฉาวทางการเงินและประเด็นความสัมพันธ์กับกลุ่มทางศาสนาให้กลับมาเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง ด้วยบุคลิกที่แข็งกร้าว สไตล์การพูดที่ตรงไปตรงมา และภาพลักษณ์ “หญิงเหล็ก” จนเกิดเป็น “Sana-mania” หรือกระแสความนิยมที่มีต่อทาคาอิจิ โดยเฉพาะในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่
ทาคาอิจิชูนโยบาย “Japan is Back” และ “Resilient Japan” ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 2% ของ GDP ภายในปี 2570 และอาจนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อรับรองสถานะของกองกำลังป้องกันตนเอง (JSDF) ของญี่ปุ่น พร้อมทั้งยกเลิกข้อจำกัดในการส่งออกอาวุธ ท่ามกลางความตึงเครียดกับจีนในช่องแคบไต้หวัน
ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนจะยิ่งตอกย้ำทิศทางนี้ โดยทรัมป์ได้ออกมาแสดงความยินดีกับชัยชนะของทาคาอิจิ พร้อมสนับสนุนวาระการเพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศให้สูงกว่า 2% ของ GDP
นอกจากภาพลักษณ์ผู้นำที่แข็งกร้าวด้านความมั่นคง ทาคาอิจิยังชนะเสียงโหวตด้วยนโยบายเศรษฐกิจ “Sanaenomics” รวมถึงการระงับภาษีมูลค่าเพิ่มอาหาร 8% เพื่อสู้กับค่าครองชีพ ซึ่งสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวญี่ปุ่นแล้ว เสถียรภาพและความสามารถในการบริหารประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก ดูจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทาคาอิจิและ LDP ยังคงได้รับความไว้วางใจอีกสมัย
“การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญกว่าที่เคย เพราะเศรษฐกิจกระทบกับทุกคน” ชาวโตเกียวรายหนึ่งให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่น
* “ชาตินิยม” ผงาดเหนือกระแส “ส้ม”
ตัดภาพมาที่ประเทศไทย ผลการเลือกตั้งที่ออกมาเรียกได้ว่าสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ เมื่อพรรคภูมิใจไทยของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่คว้าที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไปได้ถึง 193 ที่นั่ง (ผลการนับคะแนนล่าสุด ณ วันที่ 10 ก.พ.) เหนือความคาดหมายของโพลหลายสำนักที่คาดว่า คะแนนน่าจะออกมาสูสีกับคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคประชาชน
ความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทยถูกวิเคราะห์ว่าเกิดจากความเชี่ยวชาญและยุทธศาสตร์ในการทำการเมืองเชิงพื้นที่ผ่านการรวม “บ้านใหญ่” หรือตระกูลการเมืองท้องถิ่นในต่างจังหวัดให้ย้ายมาร่วมงานกับพรรค ตลอดจนนโยบายที่เน้น “ปากท้อง” และ “ความมั่นคง” เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการปิดด่าน-สร้างรั้ว ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
กระแส “ชาตินิยม” ที่ถูกปลุกขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ถูกมองว่าเป็นแรงหนุนติดเทอร์โบให้พรรคการเมืองสายอนุรักษนิยมซึ่งนำเสนอภาพลักษณ์ของ “ผู้พิทักษ์” อธิปไตยและสถาบันหลัก จนสามารถสยบกระแสปฏิรูปเชิงโครงสร้างของฝ่ายก้าวหน้าอย่างพรรคประชาชน ที่ถึงแม้ยังคงได้รับการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่และคนกรุงเทพฯ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงกระแส “ส้ม” ให้กลายเป็นคะแนนเสียงข้างมากในระดับประเทศได้อย่างที่คาดหวัง
สื่อต่างชาติยังวิเคราะห์ด้วยว่า ในวันเดียวกัน ประเทศไทยยังได้จัดให้มีการทำประชามติครั้งประวัติศาสตร์เพื่อตัดสินใจว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนที่ฉบับปี 2560 หรือไม่ ซึ่งผลปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อย่างไรก็ตาม การที่พรรคฝ่ายอนุรักษนิยมได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ นั้นหมายความว่า กระบวนการร่างกฎหมายสูงสุดฉบับใหม่จะถูกชี้นำโดยกลุ่มอำนาจเดิม
* จุดร่วมเลือกตั้งไทย-ญี่ปุ่น
- เศรษฐกิจ: ประเด็นเศรษฐกิจกลายเป็นจุดร่วมที่สะท้อนผ่านการเลือกตั้งของทั้งสองประเทศ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูง การเติบโตของค่าจ้าง และวินัยทางการคลัง ข้อเสนอเชิงนโยบายอของพรรคการเมืองต่าง ๆ จึงต่างมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนนวัตกรรม การปฏิรูปตลาดแรงงาน และการรองรับสังคมผู้สูงวัยที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ในประเทศไทย การหาเสียงด้านนโยบายเศรษฐกิจมุ่งเน้นไปที่การสร้างงาน การลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค
นักเศรษฐศาสตร์ที่ติดตามการเลือกตั้งญี่ปุ่นและไทยให้ความเห็นตรงกันว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในทั้งสองประเทศตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นจริงมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากกว่าการยึดติดกับอุดมการณ์ทางการเมือง
- ภูมิรัฐศาสตร์: อิทธิพลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่แผ่ขยายไปทั่วเอเชีย มีผลกับการเลือกตั้งครั้งนี้เช่นกัน โดยทั้งทาคาอิจิและอนุทินต่างมีจุดร่วมในการเป็นผู้นำที่ “ดีล” กับทรัมป์ได้ในสายตาของคนในประเทศ
สำหรับญี่ปุ่น ทรัมป์ประกาศสนับสนุนทาคาอิจิอย่างเปิดเผย โดยมองว่าเธอเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งในการคานอำนาจจีน ส่วนไทยนั้น ทรัมป์สวมบทบาท “คนกลาง” ในการเจรจาหยุดยิงชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งช่วยส่งเสริมภาพของผู้นำไทยในเวทีโลก
นอกจากนี้ วาทกรรม “America First” ของทรัมป์ได้กลายเป็นต้นแบบให้ผู้นำบางประเทศใช้เป็นแนวทาง โดยการเน้นไปที่ผลประโยชน์ของชาติมากกว่าการสนับสนุนระเบียบโลกเดิมที่ดูห่างไกลจากปัญหาปากท้องของประชาชน
* พลังของ Young voters
แม้อัตราการออกมาใช้สิทธิของคนหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นไม่ได้พุ่งสูงอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน แต่เป็นที่น่าสนใจว่า คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เทคะแนนให้ทาคาอิจิเพราะมองว่าเธอ “คูล” และ “กล้าชน” แม้จะตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ค่าแรงที่แทบไม่ขยับ สัญญาจ้างงานไม่มั่นคง และภาระภาษีในสังคมผู้สูงอายุก็ตาม
ผลการสำรวจหลังการเลือกตั้งพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุต่ำกว่า 30 ปีจำนวนไม่น้อยลงคะแนนให้พรรค LDP โดยนักวิเคราะห์อธิบายว่า คนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่นไม่ได้คาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือจากการเลือกตั้ง แต่พวกเขาเลือกความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคง เพราะมองว่าทางเลือกอื่นยังไม่สามารถเสนอภาพอนาคตที่จับต้องได้มากพอ ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านขาดทั้งผู้นำที่โดดเด่นและนโยบายที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าการเปลี่ยนขั้วอำนาจจะทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง
ในทางตรงกันข้าม การเลือกตั้งในประเทศไทยสะท้อนภาพของคนรุ่นใหม่ที่ตื่นตัวและมีบทบาททางการเมืองสูง โดยเฉพาะในเขตเมืองและกลุ่ม First-time voters ที่สนับสนุนพรรคประชาชน ซึ่งชูนโยบายปฏิรูปโครงสร้าง
แม้ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคสายอนุรักษนิยมอย่าง ภูมิใจไทย ขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่สื่อต่างชาติวิเคราะห์ว่า นี่ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของคนรุ่นใหม่ในเชิงอุดมการณ์ แต่เป็นข้อจำกัดของระบบการเมืองไทยที่ยังเอื้อให้พรรคสายกลางและอนุรักษนิยมสามารถรวมเสียงจากหลายกลุ่มได้ดีกว่า ขณะที่คะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่
นักสังคมวิทยาที่ติดตามการเลือกตั้งญี่ปุ่นและไทยมองว่า คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ลดระดับความคาดหวังทางการเมืองเพื่อแลกกับความมั่นคง ส่วนไทยกลับมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ “โหยหาการเปลี่ยนแปลง” ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ระบบเศรษฐกิจ ไปจนถึงความโปร่งใสของสถาบันการเมือง แต่พลังดังกล่าวยังไม่สามารถเอาชนะเครือข่ายอำนาจเดิมที่ฝังรากลึก
* ปฏิกิริยาของนักลงทุนต่อผลการเลือกตั้ง
ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในเช้าวันจันทร์ที่ 9 ก.พ. สะท้อนถึงความพึงพอใจของนักลงทุนต่อผลการเลือกตั้งอย่างชัดเจน โดยดัชนี Nikkei 225 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์แตะระดับ 57,000 จุด เนื่องจากนักลงทุนขานรับนโยบาย “Takaichi Trade” ที่เน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น AI และเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ตาม แผนการระงับภาษีอาหาร 2 ปี ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (JGB) พุ่งสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะที่อาจเพิ่มขึ้น
ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยแม้จะไม่ได้พุ่งแรงเท่าญี่ปุ่น แต่ก็อยู่ในแดนบวกจากความเชื่อมั่นในความต่อเนื่องของนโยบาย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ทั้งทาคาอิจิและอนุทินต่างต้องเผชิญกับโจทย์หินเรื่องหนี้สาธารณะและภาวะเงินเฟ้อ ที่อาจกัดเซาะความนิยมในระยะยาว หากนโยบายประชานิยมขวาจัดที่ประกาศไว้ไม่สามารถสร้างการเติบโตที่แท้จริงได้
สำหรับประเทศไทย นักวิเคราะห์ยังกังวลว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและลบภาพ “คนป่วยแห่งเอเชีย” ได้หรือไม่ ในเมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่หน้าเดิม ๆ
* เมื่อกระแสอนุรักษนิยมผลิบานในเอเชีย
ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า กระแสเสรีนิยมประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่เคยเบ่งบานในเอเชีย กำลังเผชิญกับความท้าทายจากลัทธิอนุรักษนิยมแนวใหม่ที่เน้นชาตินิยมและความมั่นคง ประชาชนเลือกที่จะฝากอนาคตไว้กับผู้นำที่สัญญาว่าจะมอบ “การปกป้อง” มากกว่า “เสรีภาพ” และ “การปฏิรูป”
ภายใต้การนำของทาคาอิจิ โลกคาดว่าจะได้เห็นประเทศญี่ปุ่นในมิติใหม่ที่กล้าเผชิญหน้ากับจีนในประเด็นไต้หวันอย่างไม่เกรงใจ และพร้อมจะเป็นพันธมิตรที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ ส่วนประเทศไทย ภายใต้อนุทิน เราอาจจะได้เห็นการเมืองที่เน้นการประนีประนอมระหว่างชนชั้นนำ และการรักษาดุลยภาพระหว่างมหาอำนาจอย่างระมัดระวังท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ รัฐบาลที่มีอำนาจล้นมือในญี่ปุ่น และรัฐบาลที่เชี่ยวชาญการต่อรองในไทย จะสามารถบริหารจัดการความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการแก้ปัญหาปากท้องควบคู่ไปกับอุดมการณ์ได้อย่างยั่งยืนเพียงใด หรือจะเป็นเพียงการซื้อเวลาท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.พ. 69)





