
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบในวันพฤหัสบดี (12 ก.พ.) โดยลบล้างแรงบวกก่อนหน้านี้ที่ผลักดันตลาดแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลง ขณะที่นักลงทุนประเมินผลประกอบการของบริษัทจำนวนมากที่ทยอยประกาศออกมา
- ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 618.52 จุด ลดลง 3.06 จุด หรือ -0.49%
- ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,340.56 จุด เพิ่มขึ้น 27.32 จุด หรือ +0.33%
- ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,852.69 จุด ลดลง 3.46 จุด หรือ -0.01% และ
- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,402.44 จุด ลดลง 69.67 จุด หรือ -0.67%
หุ้นกลุ่มการเงินกดดันดัชนีอย่างหนัก โดยดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลง 1.8% ขณะที่หุ้น HSBC และหุ้น Banco Santander ต่างร่วงลงมากกว่า 2% นำการปรับตัวลงของกลุ่ม
ดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าและบริการอุตสาหกรรมลดลง 1.2% โดยหุ้น Adyen บริษัทประมวลผลการชำระเงินจากเนเธอร์แลนด์ ร่วงลง 21.9% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 2 ปี หลังให้มุมมองแนวโน้มธุรกิจอย่างระมัดระวัง
ด้านหุ้น DSV บริษัทขนส่งสินค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก ร่วงลง 10.5% ถือเป็นการปรับตัวลงแรงที่สุดในรอบประมาณ 6 ปี
ดัชนีหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคของยุโรปลดลง 0.4% ตามทิศทางราคาคาร์บอนที่ร่วงลงอย่างหนัก หลังมีข้อเสนอว่าสหภาพยุโรปควรเข้าแทรกแซงตลาด ซึ่งนักลงทุนกังวลว่าอาจกระทบกำไรของภาคธุรกิจนี้
หุ้นกลุ่มสินค้าหรูหราปรับตัวขึ้น 1.3% สวนทางตลาด โดยหุ้น Hermès ของฝรั่งเศส แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือน หลังรายงานรายได้รายไตรมาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากยอดขายที่แข็งแกร่งในสหรัฐฯ และญี่ปุ่น
ด้านดีลควบรวมกิจการนั้น หุ้น Schroders พุ่งขึ้น 28.6% หลัง Nuveen บริษัทบริหารสินทรัพย์สหรัฐฯ ตกลงเข้าซื้อกิจการบริษัทจากสหราชอาณาจักรในมูลค่า 9.9 พันล้านปอนด์ หรือ 1. 35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้บริษัทใหม่จะมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกันเกือบ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้ตลาดร่วงแรงในวันพฤหัสบดี แต่ดัชนี STOXX 600 ยังปรับตัวขึ้น 4.4% นับตั้งแต่ต้นปี โดยสามารถรับมือแรงกดดันต่าง ๆ ได้ รวมถึงความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปเกี่ยวกับกรีนแลนด์ ตลอดจนแรงขายในหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และเทคโนโลยีเมื่อไม่นานมานี้
หุ้นรายตัวอื่น ๆ ที่เคลื่อนไหวเด่น ได้แก่ หุ้น Camurus บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ของสวีเดน ร่วงลง 24% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันหนักที่สุดในรอบกว่า 8 ปี หลังรายงานรายได้ไตรมาส 4 ออกมาต่ำกว่าคาด
หุ้น Sanofi บริษัทยาของฝรั่งเศส ร่วงลง 4.2% หลังปลดประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พอล ฮัดสัน อย่างกะทันหัน ซึ่งสะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากความท้าทายในตลาดวัคซีนสหรัฐฯ และแผนฟื้นฟูกิจการที่ชะงักงันนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในปี 2562
ส่วนหุ้น Legrand ปรับตัวขึ้น 3% หลังบริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและดิจิทัลสำหรับอาคารของฝรั่งเศสระบุว่า ความต้องการศูนย์ข้อมูลที่แข็งแกร่งช่วยหนุนการขยายธุรกิจ และสนับสนุนการปรับเพิ่มเป้าหมายความสามารถในการทำกำไรระยะกลางเล็กน้อย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ก.พ. 69)





