In Focus: กระแสวิตก AI Disruption ทุบหุ้นร่วง หวั่นปัญญาประดิษฐ์เขย่าธุรกิจ-แย่งงานมืออาชีพ

กระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับ เอไอ ดิสรัปชัน (AI Disruption) เป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มต่าง ๆ ออกมาเป็นวงกว้างในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยช่วงแรกหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ถูกทุบขายก่อน จากนั้นไม่นานการเทขายก็ลุกลามไปยังหุ้นในภาคส่วนอื่น ๆ ตั้งแต่กลุ่มการเงิน กลุ่มนายหน้าประกันภัย ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการเงินและอสังหาริมทรัพย์ และล่าสุดคือกลุ่มขนส่ง แต่กลุ่มที่โดนกระหน่ำขายอย่างหนักหนาสาหัสที่สุดคือกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์ดั้งเดิมที่ทำธุรกิจแบบ SaaS (Software as a Service) หรือธุรกิจให้บริการด้านซอฟต์แวร์ ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นกลุ่มที่ถูกกระทบอย่างรุนแรงจากการดิสรัปต์ของ AI

ความวิตกกังวลนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ ๆ ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันที่สามารถทำงานแทนคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า AI จะเข้ามาแทนที่ธุรกิจแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทขนาดใหญ่และมีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่เป็นเหมือน Legacy ของโลกธุรกิจ

ท่าทีของนักลงทุนในขณะนี้แตกต่างไปจากในช่วงที่ผ่านมา โดยเมื่อครั้งที่มีการเปิดตัว AI รุ่นใหม่ นักลงทุนต่างพากันตอบรับท่ามกลางความหวังที่ว่า ความก้าวหน้าของ AI จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจให้กับบริษัทจดทะเบียน ทั้งในแง่ของผลประกอบการและความทันสมัยในการดำเนินธุรกิจ แต่เมื่อไม่นานมานี้ การรับรู้ถึง “ดาบอันแหลมคม” อีกด้านหนึ่งของ AI ทำให้นักลงทุนในตลาดตระหนักว่า การมาถึงของ AI อาจกัดเซาะรากฐานของกลุ่มธุรกิจที่เคยเชื่อกันว่าต้องใช้ทักษะของมนุษย์เท่านั้นจึงจะรุ่งเรืองได้

Anthropic เปิดตัว AI “Claude Cowork” ทุบหุ้นซอฟต์แวร์-ธุรกิจกฎหมาย-โฆษณา ร่วงหนัก

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะธุรกิจซอฟต์แวร์ถูกเทขายออกมาอย่างหนัก ท่ามกลางความวิตกกังวลว่า เครื่องมือ AI ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วอาจจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม อีกทั้งกังวลว่า การที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกพากันทุ่มเงินลงทุนมูลค่ามหาศาลใน AI จะก่อให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง และอาจส่งผลกระทบต่อกำไรในภาคส่วนนี้

บริษัทซอฟต์แวร์ที่ดำเนินธุรกิจแบบ SaaS ถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่จะถูกดิสรัปต์ในยุคของ AI เดิมทีนั้นบริษัทซอฟต์แวร์ที่มีธุรกิจ SaaS สร้างรายได้จากโมเดลธุรกิจแบบ seat-based model (คิดค่าใช้จ่ายตามที่นั่งผู้ใช้งาน) ซึ่งถือเป็นโมเดลที่บริษัทกลุ่มนี้ใช้ได้ดีมาโดยตลอด แต่ขณะนี้ตลาดวิตกกังวลว่า โมเดลธุรกิจเช่นนี้จะอยู่รอดต่อไปได้หรือไม่ เมื่อ AI Agent สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้โดยไม่ต้องมีผู้ใช้ล็อกอิน

ความวิตกกังวลในเรื่องนี้เริ่มรุนแรงขึ้น เมื่อบริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในชื่อ “Claude Cowork” ในช่วงกลางเดือนม.ค. ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับให้ผู้ช่วยอย่าง AI สามารถเข้าถึงไฟล์ต่าง ๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานได้โดยตรง ทำให้ AI สามารถจัดระเบียบเอกสาร สร้างสเปรดชีต ไปจนถึงร่างรายงานต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ โดยที่มนุษย์แทบไม่ต้องคอยกำกับดูแลอยู่ตลอดเวลา

การเปิดตัว AI Agent อย่าง Claude Cowork ซึ่งสามารถทำงานต่าง ๆ ในด้านกฎหมาย การขาย การตลาด และการวิเคราะห์ข้อมูลให้เป็นระบบอัตโนมัติ ได้จุดชนวนความกังวลว่า จะเกิด AI Disruption ครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมข้อมูลและบริการระดับมืออาชีพ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากยุค AI

หุ้นบริษัท Thomson Reuters ซึ่งเป็นเจ้าของฐานข้อมูลกฎหมาย Westlaw ดิ่งลงอย่างหนักหลังมีการเปิดตัว Claude Cowork เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าบริษัทจะไม่สามารถรักษาระดับการเติบโตในธุรกิจด้านกฎหมายได้เหมือนเดิม เนื่องจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากเครื่องมือ AI เฉพาะทาง

ส่วนหุ้นบริษัทผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลด้านกฎหมายรายอื่น ๆ ร่วงลงเช่นกัน รวมถึงหุ้นบริษัท RELX ของอังกฤษ และหุ้น Wolters Kluwer ของเนเธอร์แลนด์ ไม่เว้นแม้แต่หุ้นบริษัทผู้ให้บริการระดับมืออาชีพอย่าง Factset Research และ Morningstar

นอกจากนี้ การเปิดตัว Claude Cowork ยังทุบหุ้นบริษัทโฆษณา ซึ่งรวมถึงหุ้น Omnicom ในตลาดนิวยอร์ก และหุ้น Publicis ในตลาดหุ้นฝรั่งเศส ส่วนหุ้นบริษัทอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาโฆษณาอย่างมากก็ถูกถล่มเช่นกัน รวมถึงหุ้น Pinterest และ Snap โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่า การที่ AI สามารถทำงานด้านการเขียนโปรแกรมและบริการด้านความรู้ได้นั้น ทำให้ธุรกิจในภาคส่วนนี้ถูกกดดันอย่างมาก

นายหน้าประกันภัยเหนื่อยแน่ หลัง OpenAI เปิดตัวแอปบริการประกันภัยโดยใช้ AI

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว หุ้นธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Insurance Broker) รายใหญ่ ดิ่งลงอย่างหนัก จากความวิตกกังวลว่า AI จะเข้ามาดิสรัปต์ช่องทางการจัดจำหน่ายประกันภัยแบบดั้งเดิม การเทขายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากบริษัทโอเพนเอไอ (OpenAI) เปิดตัวแอปพลิเคชันประกันภัยด้วย AI เป็นแอปแรก บน ChatGPT ซึ่งแอปนี้สร้างโดย Tuio บริษัทประกันภัยดิจิทัลสัญชาติสเปน

แอปดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้งาน ChatGPT สามารถรับใบเสนอราคาประกันภัยบ้านที่ปรับให้เหมาะสมกับบุคคลได้โดยตรงผ่านการสนทนา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ให้บริการประกันภัยสามารถจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และเสนอราคาได้โดยตรงภายในแพลตฟอร์ม AI

ด้าน OpenAI ระบุว่า แอป AI ของ Tuio จะช่วยขจัดจุดอุปสรรคแบบดั้งเดิมในการซื้อประกันภัย ด้วยการขจัดขั้นตอนการกรอกแบบฟอร์ม การโทรศัพท์ และตัวกลางทิ้งไป นอกจากนี้ แอปดังกล่าวจะรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านการสนทนาที่เป็นธรรมชาติ และส่งใบเสนอราคาที่ปรับตามความต้องการรายบุคคลจากบริษัทประกันภัย กลับมาให้แบบเรียลไทม์

ขณะที่ Tuio อ้างถึงผลการศึกษาของ Express Legal Funding ในปี 2568 ว่า 33% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำด้านการเงินแล้ว โดยก่อนหน้านี้ธุรกิจหรือผู้บริโภคที่จะซื้อความคุ้มครองประกันภัยจำเป็นต้องกรอกแบบฟอร์ม การโทรศัพท์ หรือการผ่านตัวกลางในระดับต่าง ๆ แต่ตอนนี้ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ด้วยการขจัดอุปสรรคเหล่านี้ออกไป

หลังการเปิดตัวแอปดังกล่าวไม่นาน หุ้นบริษัทนายหน้าประกันภัยถูกเทขายยกแผง ซึ่งรวมถึงหุ้น Willis Towers Watson, หุ้น Arthur J. Gallagher, หุ้น Ryan Specialty, หุ้น Brown & Brown และหุ้น AIG

ธุรกิจที่ปรึกษาการเงิน-อสังหาริมทรัพย์ปาดเหงื่อ หวั่นถูก AI แย่งงาน

จากธุรกิจนายหน้าประกันภัย ลามมาถึงธุรกิจที่ปรึกษาทางด้านการเงินและอสังหาริมทรัพย์ โดยกลายเป็นธุรกิจต่อไปที่ถูกมองว่าจะโดน AI เข้ามาดิสรัปต์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นได้จากการที่หุ้นบริษัทผู้ที่ให้คำปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อย่าง CBRE และ Jones Lang LaSalle ร่วงลงอย่างหนัก โดยหนึ่งในธุรกิจของทั้ง 2 บริษัทนี้คือ การประเมินมูลค่าที่ดิน รวมทั้งการประเมินมูลค่าของบ้านหรืออาคาร ซึ่งเดิมใช้คนที่มีประสบการณ์และมากความสามารถในการจัดการร่วมกับการใช้ Big Data แต่เมื่อ AI สามารถเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว นักลงทุนคนก็เริ่มกังวลถึงความเสี่ยง เนื่องจากธุรกิจในภาคส่วนนี้ต้องพึ่งพารายได้จากการคิดค่าบริการในการให้คำปรึกษา

นอกจากนี้ ธุรกิจการวางแผนทางการเงิน (Financial Planning) และการวางแผนด้านภาษี (Tax Planning) ตลอดจนธุรกิจการจัดพอร์ตการลงทุน ซึ่งเดิมมีรายได้จากค่าบริการแบบพรีเมียมในการให้คำปรึกษา และมักจะเป็นบริการสำหรับ Wealth Management นั้น ขณะนี้กำลังเผชิญกับความท้าทาย เนื่องจาก AI รุ่นใหม่สามารถวิเคราะห์ วางแผนภาษี วางแผนทางการเงิน อีกทั้งยังสามารถจัดพอร์ตการลงทุน และจัดทำ scenario ต่าง ๆ ให้กับนักลงทุนได้ … และเมื่อ AI สามารถทำได้ รายได้จากค่าบริการเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงที่จะหายไป ด้วยเหตุนี้หุ้นในกลุ่มธุรกิจวางแผนการเงินและวางแผนด้านภาษีในสหรัฐฯ จึงถูกเทขาย ซึ่งรวมถึงหุ้น Charles Schwab และ Raymond James

ธุรกิจขนส่ง เสี่ยงเป็นเหยื่อรายล่าสุดของ AI Disruption

เพียงไม่กี่วันหลังจากบริษัทสตาร์ตอัปอย่าง อัลกอริทึม โฮลดิงส์ (Algorhythm Holdings) ประกาศเปิดตัวเครื่องมือ AI รุ่นใหม่ในรูปของแพลตฟอร์มชื่อ SemiCab หุ้นบริษัทรถบรรทุกและโลจิสติกส์ชั้นนำอย่าง C.H. Robinson, RXO, J.B. Hunt Transportation Services และ Expeditors International of Washington ต่างพากันร่วงยกแผง

อัลกอริทึม โฮลดิงส์ ระบุว่า แพลตฟอร์ม SemiCab ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มปริมาณการขนส่งได้มากถึง 300% – 400% โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน และจะช่วยให้ลูกค้าสามารถลดระยะทางวิ่งรถเปล่า (empty freight miles) ได้มากกว่า 70% โดยบริษัทได้อ้างข้อมูลจากมอร์เดอร์ อินเทลลิเจนซ์ (Mordor Intelligence) ว่า รถบรรทุกวิ่งรถเปล่าเกือบทุก ๆ 3 ไมล์ ซึ่งส่งผลให้สูญเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

การร่วงลงของหุ้นบริษัทขนส่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลว่า ธุรกิจในภาคส่วนนี้อาจจะไม่รอดพ้นการถูกดิสรัปต์จาก AI และทำให้นักลงทุนพากันจับตาธุรกิจแบบดั้งเดิมอย่างใกล้ชิดว่าจะสามารถแข่งขันกับความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI ได้หรือไม่ โดยหากแพลตฟอร์ม SemiCab สามารถทำได้อย่างนั้นจริง ก็จะทำให้บริษัทขนส่งที่ใช้บริการแพลตฟอร์มนี้สามารถลดต้นทุนจากการวิ่งรถเปล่าและเพิ่มปริมาณการขนส่งได้อย่างมาก ในทางกลับกัน บริษัทขนส่งแบบดั้งเดิมที่ใช้พนักงานจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะเทคโนโลยี AI สามารถทำในสิ่งเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ในต้นทุนที่ถูกกว่า

เหมือนจะฟื้น แต่ยังไม่ฟื้น

แม้ภาพรวมของการซื้อขายล่าสุดในการตลาดวอลล์สตรีทเมื่อวันอังคาร (17 ก.พ.) จะแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของหุ้นบริษัทเทคโนโลยี โดยในช่วงแรก หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P500 ร่วงลงมากถึง 1.5% ก่อนที่จะฟื้นตัวและปิดตลาดปรับตัวขึ้น 0.5% แต่หุ้นซอฟต์แวร์ยังคงถูกเทขาย โดยหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ในดัชนี S&P500 ปิดร่วงลง 1.6%

สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่านักลงทุนยังคงวิตกกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่โมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม และสิ่งที่ซ้ำเติมความวิตกกังวลเหล่านี้คือข่าวการเปิดตัวโมเดล AI ของบริษัทจีน โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ก.พ.) บริษัทอาลีบาบา (Alibaba) เปิดตัวโมเดล AI ใหม่ชื่อ Qwen 3.5 ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยการตัดสินใจและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้โดยอิสระ ซึ่งอาลีบาบาอวดสรรพคุณว่า Qwen 3.5 มีต้นทุนการใช้งานถูกลงถึง 60% และประมวลผลงานปริมาณมหาศาลได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 8 เท่า นอกจากนี้ยังมาพร้อมความสามารถที่เรียกว่า Visual Agentic ซึ่งช่วยให้ AI สามารถสั่งการและทำงานข้ามแอปพลิเคชันต่าง ๆ ทั้งบนสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระ

นอกเหนือจากกระแส AI Disruption แล้ว หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังถูกกดดันจากการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่มนี้พากันทุ่มเม็ดเงินใช้จ่ายมูลค่ามหาศาลไปกับ AI ซึ่งทำให้ในระยะหลังนี้ นักลงทุนใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการเลือกหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยพยายามมองหาหุ้นของบริษัทที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่วัดผลได้จริงจากการลงทุนมหาศาลใน AI

ในช่วงปลายเดือนม.ค. ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เปิดเผยรายได้จากธุรกิจคลาวด์ที่ต่ำกว่าคาดทำให้ตลาดวิตกกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุนมูลค่ามหาศาลใน AI นั้น อาจได้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่ามากพอ ส่วนในช่วงต้นเดือนก.พ. อัลฟาเบท (Alphabet) ประกาศเพิ่มการใช้จ่ายด้าน AI เป็นสองเท่า ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลว่า การแข่งขันที่รุนแรงนี้อาจส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ทั้งนี้ มีรายงานคาดการณ์ว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ซึ่งรวมถึง Amazon, Google, Meta และ Microsoft จะมียอดการใช้จ่ายรวมกันประมาณ 6.5 แสนล้านดอลลาร์ ในการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นผู้นำด้าน AI

ทิศทางของหุ้นทั่วโลกขณะนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยต่างก็รอดูว่า AI จะสร้างผลกระทบต่อธุรกิจในภาคส่วนใดอีกบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม นักวิเคราะห์หลายรายให้ความเห็นว่า การด่วนตัดสินหรือพิพากษา AI จากจุดแข็งที่ถือเป็นวัตถุประสงค์สำคัญของเทคโนโลยีอัจฉริยะเหล่านี้ทั้งที่เมื่อก่อนเคยโอบรับกันอย่างครึกโครมนั้น อาจเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เมื่อหุ้นกลุ่มหนึ่งถูกเทขายก็ทำให้หุ้นกลุ่มอื่นถูกเทขายออกมาตาม ๆ กัน ในลักษณะ sell first and find out later หรือ ขายก่อนแล้วค่อยหาคำตอบทีหลัง

ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายมองว่า การเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในคราวนี้อาจจะเป็นในลักษณะ “Groupthink” หรือปรากฏการณ์ที่คนในกลุ่มให้ความสำคัญกับข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกัน มากกว่าการใช้วิจารณญาณที่เป็นอิสระ ซึ่งในตลาดการเงินนั้น พฤติกรรมดังกล่าวสามารถนำไปสู่การแห่ตามกัน หรือ Herding หมายถึงนักลงทุนเลือกใช้กลยุทธ์ที่คล้ายกันในเวลาพร้อมกัน ซึ่งส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนอย่างรุนแรง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.พ. 69)