
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี (19 ก.พ.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า สถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านอาจจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน โดยล่าสุดมีรายงานว่าอิหร่านได้ยกระดับการซ้อมรบในตะวันออกกลาง
- ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 1.24 ดอลลาร์ หรือ 1.9% ปิดที่ 66.43 ดอลลาร์/บาร์เรล
- ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 1.31 ดอลลาร์ หรือ 1.86% ปิดที่ 71.66 ดอลลาร์/บาร์เรล
ราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจจะโจมตีอิหร่านในไม่ช้านี้ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งเพิ่มกำลังทหารครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งพิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหาร หากการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านประสบความล้มเหลว โดยล่าสุดปธน.ทรัมป์ได้กำหนดเส้นตายเป็นเวลา 10 วันในการบีบให้อิหร่านบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์
ด้านสำนักข่าว Fars ของอิหร่านรายงานว่า อิหร่านมีแผนที่จะจัดการซ้อมรบทางเรือร่วมกับรัสเซีย เพียงไม่กี่วันหลังจากที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อซ้อมรบทางทหาร ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการค้า โดยมีปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 20% ของโลกขนส่งผ่านเส้นทางนี้
ขณะที่เว็บไซต์ของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ระบุว่า อิหร่านได้ออกประกาศ NOTAM (Notice to Airmen) หรือ “ประกาศแจ้งเตือนนักบิน” ว่า อิหร่านมีแผนจะปล่อยจรวดในพื้นที่ต่าง ๆ ทางตอนใต้ของประเทศ
รายงานระบุว่า ขณะนี้หลายประเทศได้ขอให้พลเมืองของตนเดินทางออกจากอิหร่านแล้ว ทางด้านอิสราเอลกำลังอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมขั้นสูงเพื่อรับมือทุกสถานการณ์ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 9 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 13 ก.พ. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 3.2 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่นซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 4.5 ล้านบาร์เรล
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.พ. 69)





