ทองปิดพุ่ง $83.50 หลัง GDP สหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด-กังวลภาษีใหม่ของทรัมป์

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นมากกว่า 1% ในวันศุกร์ (20 ก.พ.) โดยได้แรงหนุนจากตัวเลข GDP สหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ขณะที่นักลงทุนประเมินผลกระทบจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีทั่วโลกรอบใหม่ หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรการภาษี

ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 83.50 ดอลลาร์ หรือ 1.7% ปิดที่ 5,080.90 ดอลลาร์/ออนซ์

เทรดเดอร์รายหนึ่งกล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะเห็นประธานาธิบดีถอยจากมาตรการดังกล่าว และมีแนวโน้มว่าเขาจะพยายามใช้กฎหมายฉบับอื่นเพื่อรื้อฟื้นการเก็บภาษี ซึ่งจะเพิ่มความผันผวนในตลาด

ทรัมป์ระบุว่า จะเรียกเก็บภาษีทั่วโลกในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน เพื่อทดแทนมาตรการภาษีฉุกเฉินบางส่วนที่ถูกศาลฎีกาสหรัฐฯ ยกเลิก

ศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยว่า มาตรการภาษีทั่วโลกในวงกว้างที่ทรัมป์กำหนดภายใต้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศนั้นขัดต่อกฎหมาย โดยระบุว่าเขาใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมายนั้น

ข้อมูลเศรษฐกิจบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาส 4 ขยายตัวเพียง 1.4% ต่อปี ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 3% อย่างมาก เนื่องจากผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลและการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ชะลอลง

ขณะเดียวกัน ดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนธ.ค. สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 0.3%

นักวิเคราะห์จาก RJO Futures กล่าวว่า แม้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจ แต่การที่ GDP ออกมาต่ำสะท้อนว่า เศรษฐกิจยังไม่ใกล้จุดฟื้นตัวอย่างชัดเจน และยังมีความไม่แน่นอนอีกมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ

บรรดาเทรดเดอร์ยังคงคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ครั้งละ 0.25% โดยคาดว่า การปรับลดครั้งแรกจะเกิดขึ้นในเดือนมิ.ย.

ทองคำซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ มักได้ประโยชน์เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ก.พ. 69)