INTERVIEW: BAFS สลัดภาพ”เด็กปั๊มนกเหล็ก” รุกพลังงาน-ท่อส่งน้ำมันเติบโตอย่างมั่นคง

บมจ.บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ [BAFS] หนึ่งเดียวในสนามบินหลักของไทยที่ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานมายาวนาน ถึงวันหนึ่งที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดไปทั้งโลก ธุรกิจการบินหยุดนิ่ง แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ย่อมกระทบต่อ BAFS เช่นเดียวกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบินอื่น จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ต้องลุกขึ้นมาปรับตัวและมองหาแนวทางที่จะทำให้ธุรกิจยั่งยืนในอนาคต

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BAFS กล่าวกับ”อินโฟเควสท์”ว่า เหตผลที่เราต้องปรับตัว ส่วนหนึ่งมาจากการระบาดโควิด-19 ในปี 63 ที่มีการ Locked Down ทำให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ และเมื่อมองไปข้างหน้าเราจึงต้องปรับตัวเองเพราะต้องการให้ BAFS เติบโตอย่างยั่งยืนได้ ตอบโจทย์สังคม สิ่งแวดล้อมได้

จากธุรกิจให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานในสนามบินที่เป็นธุรกิจหลัก เราได้เพิ่มเติมการประกอบรถเติมน้ำมันในอากาศยาน ได้กระจายความเสี่ยงรายได้โดยเพิ่มอีก 2 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน และกลุ่มบริการธุรกิจ (ดิจิทัลโซลูชั่น, HR Outsourcing )

BAFS เล็งเห็นว่า กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน จะเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่จะช่วยให้รายได้บริษัทเพิ่มเติมได้ โดยวางเป้าหมายให้สัดส่วนรายได้กลุ่มธุรกิจนี้เป็น 40% ในปี 73 จาก 20% ในปัจจุบัน ขณะที่ธุรกิจหลัก(เติมน้ำมัน)มีสัดส่วน 80% เพราะต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีความมั่นใจว่าธุรกิจเรามั่นคงและสามารถต้านทานกระแสการเปลี่ยนแปลงในอนาคคตได้ แม้วจะเกิดวิกฤตเราก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากเหมือนในอดีต

กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภค จะเป็นธุรกิจการขนส่งน้ำมันทางท่อ ผ่านบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด (BPT) ซึ่งปีที่แล้วมีอัตราการขนส่งค่อนข้างดี ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือที่มีการทำตลาดชิงรุกเปลี่ยนจากการขนส่งน้ำมันทางรถบรรทุกมาเป็นการขนส่งทางท่อ

บริษัทได้เดินหน้าโครงการเชื่อมท่อต่อระบบขนส่งน้ำมันสายเหนือ ระยะที่ 3 (อ่างทอง-สระบุรี) เพื่อจะได้รับน้ำมันจากภาคตะวันออก ศรีราชา ขึ้นไปทางภาคเหนือ คาดว่าก่อสร้างเสร็จในปีนี้ จากปัจจุบันคืบหน้าไป 70% และคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 70 ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ส่วนแบ่งตลาดของ BPT เพิ่มขึ้นมา 60% จาก 35% และจะเพิ่มเป็น 75% ในระยะยาว เพื่อช่วยให้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเข้าใกล้เป้าหมายตามแผนธุรกิจ 5 ปี (ปี 69-73)

ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน จะเดินหน้าต่อยอด จากปัจจุบันที่มี 7 โรงไฟฟ้าในประเทศ และ 2 โรงในประเทศญี่ปุ่น รวมกำลังผลิต 52.6 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าขยะชุมชนที่ จ.สุราษฎร์ธานี (BAFS ถือ 30%) ธุรกิจนี้สามารถสร้างกระแสเงินสดให้กับบริษัทได้ต่อเนื่อง ไม่แกว่งจนเกินไปตามฤดูกกาล

ปัจจุบัน บริษัทได้ขยายการลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ในมองโกเลีย ขนาดกำลังการผลิต 21 เมกะวัตต์ในเฟสแรก คาดว่าจะเริ่มสร้างในปีนี้และแล้วเสร็จต้นปี 70 เป็นโครงการที่ BAFS ร่วมทุนกับ Local Partner โดย BAFS ถือ 90% ใช้เงินลงทุนเกือบ 1,000 ล้านบาท

บริษัทยังเล็งขยายโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไปในประเทศที่มีศักยภาพในแถบเอเชีย อาทิ เวียดนาม ที่มีแนวโน้มดีมาก แต่ขอรอความชัดเจนกฎระเบียบให้ชัดเจนก่อน ญี่ปุ่น มองจังหวะบาทแข็งเยนอ่อนทำให้ต้นทุนถูกลง รวมถึงการแข่งขันการประมูลทำได้อย่างโปร่งใส

ธุรกิจหลักยังเติบโตต่อเนื่อง

สำหรับธุรกิจบริการเติมน้ำมันอากาศยานในสนามบินปัจจุบันฟื้นตัวมาที่ระดับ 88% จากช่วงก่อนโควิด อัตราเติบโตทอยอยดีขึ้น ซึ่งในปี 68 มีปริมาณเติมน้ำมัน 5,370 ล้านลิตร เติบโต 7% โดยธุรกิจนี้อิงกับธุรกิจท่องเที่ยวที่ปีก่อนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 7.2% แต่สายการบินมีการเพิ่มจำนวนเครื่องบินใหม่ๆ เข้ามาทำให้มีการเติมน้ำมันมากขึ้น

ขณะที่ในปี 69 เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเติบโตเพียง 1.5% และหนี้ครัวเรือนสูง การใข้จ่ายน้อยลง รวมถึงเงินบาทแช็งค่าทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจชะลอ ปีนี้จึงมองว่าการท่องเที่ยวน่าจะชะลอ จึงขอคาดการณ์แบบ Conservative ไว้ก่อนว่าจะเติบโต 3-4% หรือมียอด 5,500 ล้านลิตร อย่างไรก็ดี ในเดือนม.ค.เริ่มเห็นสัญญาณบวก ปริมาณเติมน้ำมันสูงกว่าคาดจากสายการบินใหม่ๆ บินเข้ามาในไทยมากขึ้น

กางแผน 5 ปี เน้นสร้างกำไร-ขยายฐานรายได้-ดันธุรกิจสีเขียว

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า บริษัทเน้นย้ำในการทำกำไรอย่างมีคุณภาพ ด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ ตามแผนกลยุทธ์ 5 ปี (ปี 69-73) จะมีอัตราการเติบโตปีละ 7-8% โดยมีธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อเป็นตัวหลัก ขณะที่ธุรกิจหลักก็ยังเติบโตด้วย และกระจายฐานรายได้ไปยังต่างประเทศมากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ อย่างธุรกิจประกอบรถเติมน้ำมันในสนามบินมีแผนเจาะตลาด CLMV ที่จะเป็นใบเบิกทางให้บริษัทเข้าไปขยายธุรกิจอื่นๆ ได้เพิ่มเติม ซึ่งมองว่าภูมิภาคนี้จะมีสนามบินใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีกมาก

พร้อมตั้งเป้า EBITDA Margin ขยับขึ้นมา 50% จาก 40% ในปัจจุบันด่วยการนำเทคโนโลยีมากขึ้น

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า บริษัทยังได้ศึกษาค้นคว้าพืชพลังงานที่จะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันอากาศยานเพื่อความยั่งยืน (SAF) ป้อนให้กับโรงกลั่น จากที่เห็นปัญหาวัตถุดิบไม่พอที่พึ่งพิงน้ำมันใช้แล้วจากการปรุงอาหารเท่านั้น โดยจับมือพันธมิตรที่เป็นมหาวิทยาลัย 3-4 แห่งร่วมกันศึกษาต่อยอดให้เกษตรกรไทยสามารถนำไปปลูกสลับกับการทำนาข้าว เสริมรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ทดลองปลูกแล้ว และกำลังเจรจาบริษัทหลายราย หนึ่งในนั้นเป็นผู้ผลิตน้ำมัน อยู่ระหว่างจัดตั้งโรงสกัดน้ำมันนำร่องก่อนให้เกษตรกรได้เห็นว่ามีความเป็นไปได้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.พ. 69)