
เคธี โฮคูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก เรียกร้องรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คืนภาษีมูลค่าราว 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์ให้แก่ชาวนิวยอร์ก
ข้อมูลจาก Yale Budget Lab เผยว่า นับตั้งแต่ที่มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้ามีผลบังคับใช้เมื่อปีที่แล้ว ครัวเรือนนิวยอร์กต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมากขึ้นโดยเฉลี่ย 1,751 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน ส่งผลกระทบรวมทั่วทั้งรัฐคิดเป็นมูลค่า 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์
“ภาษีศุลกากรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไร้ความหมายเหล่านี้เป็นเพียงการรีดภาษีจากผู้บริโภค ธุรกิจขนาดเล็ก และเกษตรกรในนิวยอร์ก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมดิฉันจึงเรียกร้องให้มีการคืนเงินเต็มจำนวน” ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กกล่าว
โฮคูลยังเสริมด้วยว่า เกษตรกรนิวยอร์กบางรายมีรายจ่ายทางธุรกิจพุ่งสูงขึ้นถึง 20,000 ดอลลาร์ต่อปี เนื่องจากค่าอุปกรณ์และปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้น สวนทางกับยอดส่งออกนมในรัฐนิวยอร์กที่ลดลง 7%
เว็บไซต์ทางการของรัฐนิวยอร์กระบุว่า เกษตรกรเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาษีทรัมป์ เนื่องจากสินค้านำเข้าประเภทเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรกว่า 80% และเครื่องจักรกลการเกษตร 70% ล้วนมาจากประเทศที่ต้องเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าตั้งแต่ 10% ขึ้นไป
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ถ้อยแถลงของโฮคูลมีขึ้นหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) ว่า การใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ของทรัมป์ เพื่อจัดเก็บภาษีศุลกากรในวงกว้างนั้นเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.พ. 69)





