
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรส ณ อาคารรัฐสภาของสหรัฐฯ ในวันนี้ตามเวลาไทย (25 ก.พ.) โดยการกล่าวสุนทรพจน์เป็นไปตามคำเชิญของไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ทรัมป์สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2568
สื่อสหรัฐฯ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึง CNBC, CNN และ Fox ได้ถ่ายทอดสดการกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้ โดยทรัมป์ใช้เวลาในการแถลงครั้งนี้รวม 1 ชั่วโมง 47 นาที ซึ่งนานกว่าเมื่อครั้งที่อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน กล่าวในเวที State of the Union ปี 2543 ซึ่งใช้เวลารวม 1 ชั่วโมง 39 นาที และนานกว่ามากเมื่อเทียบกับอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เมื่อปี 2515 ที่ใช้เวลาเพียง 28 นาที 55 วินาที
ในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ ทรัมป์ได้พูดถึงหลายประเด็น ตั้งแต่เงินเฟ้อ ตลาดหุ้น การยุติโครงการด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (DEI) ไปจนถึงประเด็นการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และนิวเคลียร์อิหร่าน
ทรัมป์เปิดฉากสุนทรพจน์ด้วยคำพูดที่ว่า “สมาชิกสภาคองเกรสและพี่น้องร่วมชาติชาวอเมริกัน ประเทศของเรากลับมาแล้ว ยิ่งใหญ่กว่า ดีกว่า รวยกว่า และแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา อีกไม่ถึงห้าเดือนนับจากนี้ ประเทศของเราจะเฉลิมฉลองหมุดหมายครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกา นั่นคือวาระครบรอบ 250 ปีแห่งเอกราชอันรุ่งโรจน์ของอเมริกา”
“ในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ เราจะจารึกช่วงเวลาสองศตวรรษครึ่งแห่งเสรีภาพและชัยชนะ ความก้าวหน้า และอิสรภาพ ในประเทศที่น่าเหลือเชื่อและมีความพิเศษที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลกใบนี้ และพวกคุณยังไม่ได้เห็นทั้งหมดหรอก เรากำลังจะทำได้ดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้นไปอีก”
“นี่คือยุคทองของอเมริกา” ทรัมป์กล่าว
สำหรับเนื้อหาสำคัญของการกล่าวสุนทรพจน์มีดังนี้:
- โต้ข้อกล่าวหาของพรรคเดโมแครตเรื่องเศรษฐกิจย่ำแย่
ทรัมป์เริ่มต้นการแถลง State of the Union ด้วยการโอ้อวดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ และเปรียบเทียบกับผลงานของสหรัฐฯ ภายใต้ผู้นำคนก่อนหน้า
“รัฐบาลไบเดนและพันธมิตรในสภาคองเกรสทำให้เราต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ แต่ในเวลา 12 เดือน รัฐบาลของผมได้ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าห้าปี และในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปี 2568 อัตราเงินเฟ้อได้ลดลงเหลือเพียง 1.7%” ทรัมป์กล่าว
“ราคาน้ำมันเบนซิน ซึ่งเคยพุ่งสูงถึงกว่า 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในบางรัฐภายใต้ผู้นำคนก่อน ซึ่งบอกตามตรงว่ามันคือหายนะ แต่ตอนนี้ราคาลดลงต่ำกว่า 2.30 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในเกือบทุกรัฐ และในบางพื้นที่ราคาอยู่ที่ 1.99 ดอลลาร์ต่อแกลลอน” เขากล่าว
คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นหลังจากสมาชิกพรรคเดโมแครตพยายามโจมตีรัฐบาลในเรื่องค่าครองชีพก่อนที่ทรัมป์จะแถลงบนเวที State of the Union โดยพรรคเดโมแครตระบุว่า แทบไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายเลย
- เสียดายศาลฎีกาสั่งคว่ำภาษีศุลกากร
ทรัมป์ใช้เวที State of the Union กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของเขาว่า เป็นเรื่อง “น่าเสียดาย” โดยทรัมป์กล่าวในขณะที่ผู้พิพากษาสี่คนจ้องมองตรงไปที่เขาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ซึ่งผู้พิพากษาเหล่านี้ได้เข้าร่วมฟังสุนทรพจน์ของทรัมป์และนั่งแถวหน้าของห้องประชุมรัฐสภา
ทรัมป์กล่าวว่า “ผมใช้ภาษีศุลกากรเพื่อสร้างข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมให้กับประเทศของเรา แต่เมื่อสี่วันที่แล้ว ได้มีคำวินิจฉัยจากศาลฎีกาสหรัฐฯ ออกมา ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง”
“ข่าวดีก็คือ เกือบทุกประเทศและบริษัทต่าง ๆ ต้องการรักษาข้อตกลงที่พวกเขาทำไว้แล้ว… เพราะรู้ดีว่าอำนาจทางกฎหมายที่ผมมีในฐานะประธานาธิบดีในการทำข้อตกลงใหม่นั้นอาจเลวร้ายกว่าสำหรับพวกเขามาก ดังนั้นพวกเขาจะยังคงดำเนินงานตามเส้นทางความสำเร็จเดิมที่เราได้เจรจากันไว้ ก่อนที่ศาลฎีกาจะเข้ามาแทรกแซงอย่างน่าเสียดาย” ทรัมป์กล่าว
ความเห็นของทรัมป์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนท่าทีที่ลดความเกรี้ยวกราดลง เมื่อเทียบกับช่วงหลังจากที่เพิ่งทราบคำตัดสินซึ่งเขาต่อว่าศาลสูง “ไร้ความสามารถ” และตุลาการเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ควรจะ “ละอายใจอย่างที่สุด” ต่อตัวเอง “ที่ไม่กล้าหาญพอจะทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประเทศชาติ”
ประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ต พร้อมด้วยผู้พิพากษา เอมี โคนีย์ บาร์เรตต์, เอเลนา เคแกน และเบรตต์ คาวานอว์ ได้เข้าร่วมในการแถลงครั้งนี้ โดยโรเบิร์ต, บาร์เรตต์ และเคแกน เป็นผู้พิพากษา 3 ใน 6 คนที่วินิจฉัยว่าการเก็บภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ประกาศใช้ฝ่ายเดียวกับเกือบทุกประเทศในปีที่แล้วนั้น ผิดกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)
“ภาษีเหล่านี้กำลังช่วยรักษาประเทศไว้ ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่เราได้รับเข้ามา” ทรัมป์กล่าว พร้อมกับอวดอ้างว่าเขาสามารถยุติสงครามต่าง ๆ ได้โดยการใช้ภาษีศุลกากร นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวว่าเขามีแผนที่จะใช้กฎหมายฉบับใหม่แทนที่จะเป็น IEEPA เพื่อข้ามขั้นตอนของสภาคองเกรส และบังคับใช้ภาษีศุลกากรทั่วโลกอีกครั้ง
- ลั่นภาษีศุลกากรจะเข้ามาแทนที่ภาษีเงินได้
ทรัมป์แสดงความเชื่อมั่นว่า ภาษีศุลกากรของเขาจะเข้ามาแทนที่ภาษีเงินได้ โดยเขากล่าวว่า “เมื่อเวลาผ่านไป ผมเชื่อว่าภาษีศุลกากร ซึ่งชำระโดยต่างประเทศ จะเข้ามาแทนที่ระบบภาษีเงินได้ในยุคปัจจุบันได้อย่างมีนัยสำคัญเหมือนดังเช่นในอดีต ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการเงินอันหนักอึ้งออกจากประชาชนที่ผมรัก”
ทรัมป์เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า เขาเชื่อว่าภาษีเงินได้สามารถถูกแทนที่ด้วยภาษีศุลกากรของเขา อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐกิจต่างยังคงเคลือบแคลงสงสัยว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปได้จริงหรือไม่ เนื่องจากผู้ที่จ่ายภาษีศุลกากรคือ ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ
- ประกาศยุติโครงการ DEI และกฎระเบียบที่ทำลายตำแหน่งงาน
ทรัมป์กล่าวว่า รัฐบาลของเขาได้ยุติโครงการความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม (DEI) ในอเมริกาแล้ว ด้วยการใช้อำนาจฝ่ายบริหารที่มุ่งเป้าถอดถอนโครงการดังกล่าวทั่วทั้งรัฐบาลกลาง ซึ่งรวมถึงคำสั่งที่กำกับดูแลให้หน่วยงานต่าง ๆ ยุบสำนักงาน DEI และยกเลิกแนวทางปฏิบัติในการจ้างงานที่เกี่ยวข้อง
ทรัมป์ได้วางกรอบเรื่องนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเขากล่าวว่า “วันนี้มีชาวอเมริกันที่กำลังทำงานอยู่มีจำนวนมากกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา” พร้อมเสริมว่า “100% ของงานทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้รัฐบาลของผมล้วนอยู่ในภาคเอกชน” นอกจากนี้เขายังอวดอ้างถึงการลด “กฎระเบียบที่ทำลายตำแหน่งงาน” ได้มากเป็นประวัติการณ์ และอ้างว่าชาวอเมริกันจำนวน 2.4 ล้านคนหลุดพ้นจากการต้องพึ่งพาแสตมป์อาหารภายในปีเดียว
ที่ผ่านมานั้น ทรัมป์และคณะบริหารของเขายืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นการฟื้นฟูสิ่งที่เป็นมาตรฐานตามความสามารถในการจ้างงานและการทำสัญญากับภาครัฐ ในขณะที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าการยกเลิกโครงการ DEI อาจทำให้การคุ้มครองสิทธิพลเมืองและความพยายามในการแก้ไขความเหลื่อมล้ำนั้น อ่อนแอลง
- ปลื้มตัวเลขการลักลอบข้ามพรมแดนเป็นศูนย์ในรอบเก้าเดือน
ในช่วงหนึ่งของการแถลง ทรัมป์ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จของรัฐบาลที่ทำให้ตัวเลขการลักลอบเข้าสหรัฐฯ แบบผิดกฎหมาย ลดลงเหลือ “ศูนย์” ในช่วงเก้าเดือนที่ผ่านมา
“หลังจากช่วงสี่ปีที่มีคนเข้าเมืองผิดกฎหมายหลายล้านคนหลั่งไหลข้ามพรมแดนของเราอย่างไม่มีการยับยั้งและไม่มีการตรวจสอบ ในตอนนี้เรามีพรมแดนที่แข็งแกร่งและปลอดภัยที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา โดยในช่วงเก้าเดือนที่ผ่านมา ไม่มีคนเข้าเมืองผิดกฎหมายแม้แต่คนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในสหรัฐอเมริกา” ทรัมป์กล่าว
เขากล่าวเสริมว่า “การไหลทะลักของยาเฟนทานิลข้ามพรมแดนของเรานั้น ลดลงมากเป็นประวัติการณ์ถึง 56% ภายในปีเดียว”
“ครั้งล่าสุดที่ผมกล่าวสุนทรพจน์ในสภาแห่งนี้เมื่อ 12 เดือนก่อน ผมเพิ่งเข้ารับช่วงการบริหารประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤต พร้อมด้วยเศรษฐกิจที่หยุดนิ่ง อัตราเงินเฟ้อที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พรมแดนที่เปิดกว้าง การเกณฑ์ทหารและตำรวจที่ย่ำแย่ อาชญากรรมที่ระบาดหนักในบ้านเรา รวมถึงสงครามและความวุ่นวายไปทั่วโลก แต่ในคืนนี้ หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งปี ผมสามารถกล่าวด้วยเกียรติและความภาคภูมิใจว่า เราได้บรรลุการเปลี่ยนแปลงในแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน และเป็นการพลิกฟื้นครั้งประวัติศาสตร์” ทรัมป์กล่าว
- อวดชัยชนะด้านการรักษาพยาบาล เหน็บ “โอบามาแคร์” ทำเพื่อบริษัทประกัน
ทรัมป์ใช้โอกาสในการแถลงบนเวทีนี้เพื่อเน้นย้ำถึงความสำเร็จด้านการรักษาพยาบาลในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของเขา รวมถึงโครงการริเริ่มกำหนดราคายาตามใบสั่งแพทย์ใหม่ที่ชื่อว่า “TrumpRX” ซึ่งเขาชื่นชมว่าช่วยลดต้นทุนที่หนักอึ้งของการรักษาพยาบาล
ทรัมป์เรียกโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Affordable Care Act: ACA) หรือ “โอบามาแคร์” ว่า Unaffordable Care Act (กฎหมายการรักษาพยาบาลที่จ่ายไม่ไหว) โดยโจมตีว่านี่เป็นโครงการ “ต้มตุ๋นครั้งใหญ่ที่สุดในยุคของเรา” และเป็นเหมือนการยกผลประโยชน์ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม
“มันถูกสร้างมาเพื่อบริษัทประกัน ไม่ใช่เพื่อประชาชน” ทรัมป์กล่าวถึงกฎหมาย ACA พร้อมทั้งเสริมด้วยว่า นับตั้งแต่เริ่มต้นการดำรงตำแหน่งวาระที่สองของเขา รัฐบาลได้ลดราคายาตามใบสั่งแพทย์ลงอย่างมาก ซึ่งรวมถึงการใช้นโยบาย “ประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษสูงสุด” (Most Favored Nation) ที่ผูกโยงราคายาของสหรัฐฯ เข้ากับราคาที่ต่ำที่สุดที่ประเทศอื่นจ่าย
“ผมเปลี่ยนราคายาตามใบสั่งแพทย์จากราคาที่สูงที่สุดในโลกให้กลายเป็นราคาที่ต่ำที่สุด” ทรัมป์กล่าว
- “เราต้องการบ้านสำหรับประชาชน ไม่ใช่สำหรับบริษัท”
ทรัมป์เน้นย้ำคำร้องขอให้สภาคองเกรสออกกฎหมายกำหนดขีดจำกัดว่าบริษัทขนาดใหญ่สามารถถือครองบ้านได้เป็นจำนวนเท่าใด
“ผมขอให้สภาคองเกรสทำให้คำสั่งห้ามนั้นมีผลถาวร เพราะบ้านสำหรับผู้คน นั่นคือสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ” ทรัมป์กล่าว และเสริมว่า “เราต้องการบ้านสำหรับประชาชน ไม่ใช่สำหรับบริษัท บริษัทเหล่านั้นก็อยู่กันได้สบายดีอยู่แล้ว”
- เรียกร้องออกคำสั่งห้ามสมาชิกสภาคองเกรสซื้อขายหุ้น
ทรัมป์เรียกร้องให้มีการออกคำสั่งห้ามสมาชิกสภาคองเกรสซื้อขายหุ้น ซึ่งเรียกเสียงปรบมือจากสมาชิกทั้งสองพรรค และถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
“ในขณะที่เราสร้างความมั่นใจว่าชาวอเมริกันทุกคนสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นที่กำลังเติบโตได้ เราต้องสร้างความมั่นใจด้วยว่าสมาชิกสภาคองเกรสจะไม่สามารถแสวงหาผลกำไรอย่างทุจริตจากการใช้ข้อมูลวงในได้” ทรัมป์กล่าว
- อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะจัดหาพลังงานไฟฟ้าด้วยตนเองสำหรับศูนย์ข้อมูล AI
ทรัมป์กล่าวว่า เขาได้รับคำมั่นสัญญาจากบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ว่าบริษัทเหล่านี้จะจัดหาพลังงานไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยตนเอง
“พวกเขาสามารถสร้างโรงไฟฟ้าของตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโรงงานได้ เพื่อไม่ให้ราคาพลังงานของใครต้องพุ่งสูงขึ้น ทรัมป์กล่าว และเสริมว่า “ในหลายกรณี ค่าไฟฟ้าสำหรับชุมชนจะลดลง และจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาก”
ศูนย์ข้อมูลกำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านทางการเมืองในชุมชนต่าง ๆ ทั่วสหรัฐฯ เนื่องจากผู้คนกล่าวโทษว่าความต้องการพลังงานมหาศาลของสถานประกอบการเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น
- ลั่นจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ อาจใช้กำลังทหารเพื่อยับยั้งความคืบหน้าในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แม้ว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม
“เรากำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับพวกเขา พวกเขาต้องการทำข้อตกลง แต่เรายังไม่เคยได้ยินคำมั่นสัญญาที่ว่าจะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” ทรัมป์กล่าว
ทรัมป์ยังได้กล่าวย้อนไปถึงเหตุการณ์ทำลายล้างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ผ่านปฏิบัติการ Operation Midnight Hammer รวมถึงการกำจัด กาเซม โซเลมานี ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเขาดำรงตำแหน่งสมัยแรก และการที่สหรัฐฯ ขู่ว่าจะใช้กำลังทางทหารต่ออิหร่านเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งช่วยรักษาชีวิตของเหล่าผู้ประท้วงในอิหร่าน
ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะทำงานร่วมกับอิหร่านต่อไปเพื่อป้องกันการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่เขาจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกว่านี้หากจำเป็น
“พวกเขากำลังไล่ตามความทะเยอทะยานที่ชั่วร้ายอีกครั้ง”
“ความพึงพอใจของผมคือการแก้ปัญหานี้ผ่านทางการทูต แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ผมจะไม่มีวันยอมให้ประเทศที่เป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลกได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ จะยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นไม่ได้” ทรัมป์กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.พ. 69)





