
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรสในวันนี้ตามเวลาไทย (25 ก.พ.) โดยอธิบายเหตุผลที่อาจนำไปสู่การโจมตีอิหร่าน พร้อมยืนกรานว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด
แม้สหรัฐฯ กำลังเสริมกำลังทหารจำนวนมากในตะวันออกกลาง ทรัมป์ไม่ได้อธิบายต่อสาธารณะมากนักว่า เหตุใดสหรัฐฯ อาจต้องดำเนินปฏิบัติการทางทหารที่รุนแรงที่สุดต่ออิหร่านนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 2522
ในการแถลงครั้งนี้ ทรัมป์ระบุว่า อิหร่านยังคงสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ ปราบปรามผู้ประท้วง และเดินหน้าโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นภัยต่อเสถียรภาพของตะวันออกกลางและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยระบุว่า ระบอบการปกครองอิหร่านและเครือข่ายติดอาวุธเผยแพร่แต่ความรุนแรง ความตาย และความเกลียดชัง
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวหาอิหร่านว่า พยายามฟื้นโครงการนิวเคลียร์และพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลที่ในไม่ช้าอาจยิงถึงสหรัฐฯ รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดริมถนนที่คร่าชีวิตทหารและพลเรือนอเมริกัน ขณะที่สื่อทางการอิหร่านได้รายงานถึงการพัฒนาขีปนาวุธที่ยิงได้ไกลถึงทวีปอเมริกาเหนือ
ถ้อยแถลงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ เพิ่มกำลังทหารจำนวนมากในตะวันออกกลาง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าความตึงเครียดอาจลุกลาม หากการเจรจาแก้ไขข้อพิพาทโครงการนิวเคลียร์กับอิหร่านยังไร้ข้อยุติ
ทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อความล่าช้าในการเจรจา พร้อมเรียกร้องคำมั่นที่ชัดเจนจากอิหร่านว่า จะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์มีเป้าหมายด้านพลังงานพลเรือน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังตำหนิอิหร่านต่อการเสียชีวิตของผู้ประท้วงจำนวนมากในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล แม้ตัวเลขที่เขาอ้างว่า มีผู้เสียชีวิต 32,000 รายนั้นสูงกว่าประมาณการของหลายฝ่ายอย่างมาก
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.พ. 69)





