
กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดแผนธุรกิจปี 69 ตั้งเป้าสินเชื่อโต 10-12% รายได้โต 10-15% เน้นดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ผ่านเครือข่าย CTBC Bank ซึ่งเป็นบริษัทแม่ หวังสินเชื่อกลุ่มนี้ขยายตัว 10% ในปีนี้ และขยายสัดส่วนเป็น 15% ของพอร์ตรวมในอนาคต จากปัจจุบัน 6% พร้อมเร่งเครื่องขยายพอร์ต SME เท่าตัวจาก 3,000 ล้านบาท เป็น 6,000 ล้านบาท ควบคู่การรักษาคุณภาพสินทรัพย์ (NPL) ต่ำกว่า 3% หลังตรึงไว้ในระดับเดิมได้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่สินเชื่อยังเติบโตต่อเนื่อง ด้าน บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Fund) ตั้งเป้าผลักดัน AUM แตะ 1 แสนล้านบาท
นายวรวุฒน์ โตเจริญธนาผล President และหัวหน้ากลุ่มงานการเงินและบัญชี บมจ. แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป [LHFG] กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 68 ขยายตัว 2.4% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯมีผลบังคับใช้ ประกอบกับ การบริโภคภาคเอกชนได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 จะขยายตัวที่ 1.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศเป็นสำคัญ ทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน
ปี 68 บริษัทมีผลการดำเนินงานเติบโตดี กำไรสุทธิ 2,885.8 ล้านบาท เติบโต 41% จากปี 67 มีสินทรัพย์รวม 398,811 ล้านบาท เป็นผลจากการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ รวมทั้งดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
สำหรับทิศทางและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จะเดินหน้าขับเคลื่อนการเป็นสถาบันการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) อย่างต่อเนื่อง และบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ผ่านการให้สินเชื่อตามกรอบแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย (Responsible Lending) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้มีความยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าและสังคมเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน
นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (LH Bank) เปิดเผยผลการดำเนินงานของธนาคาร มีกำไรสุทธิ 2,655.1 ล้านบาท เติบโต 32.1% เมื่อเทียบกับ ปี 67 แสดงถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง รวมถึงสินเชื่อเติบโต 12.4% เป็นการเติบโตในทุกกลุ่มลูกค้าทั้งสินเชื่อธุรกิจที่เติบโต 9% และสินเชื่อลูกค้ารายย่อยเติบโตมากกว่า 20% เมี่อเทียบกับปีก่อน จากสินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคล และธนาคารรักษาคุณภาพสินเชื่อ ของ NPL อยู่ในระดับต่ำที่ 2.4% รวมทั้งขยายฐานลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 26% จากสิ้นปีก่อน ด้วยความสำเร็จของผลิตภัณฑ์เงินฝากดิจิทัล และอีกหนึ่งความสำเร็จของการขยายธุรกิจระหว่างประเทศโดยร่วมมือกับ CTBC Bank ธนาคารเอกชนอันดับหนึ่งในไต้หวันซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อธุรกิจระหว่างประเทศเติบโตถึง 52% และรายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการปริวรรตเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 103.2%
นอกจากนี้ ธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนปี 67 และปี 68 รวมกว่า 7,000 ล้านบาท ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) และสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวให้แก่ผู้ประกอบการ SME เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ด้านดิจิทัลธนาคารได้เปิดให้บริการแพลตฟอร์ม “LHB Biz Connect” สำหรับลูกค้าธุรกิจ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานและยกระดับการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินที่สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย
สำหรับทิศทางธุรกิจปี 69 ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่ 10-12% เน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาระดับ NPL ให้ต่ำกว่า 3% โดยมีกลยุทธ์เน้นขยายพอร์ต SME ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ออกแบบสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างพอร์ตห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (FDI) และเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจาก Trade Finance และ FX การสนับสนุนสินเชื่อ Green Finance การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า การนำ Data Analytics มาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการด้าน Wealth Management ที่ธนาคารมุ่งสร้างความมั่งคั่งด้วยบริการให้คำปรึกษาที่เข้าถึงง่ายและโซลูชันการลงทุนที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล
ทั้งนี้ แม้การขยายพอร์ต SME จะมีความเสี่ยงสูงที่ทำให้แนวโน้ม NPL อาจปรับเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ประเด็นดังกล่วอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว และไม่ได้เกินความคาดหมาย นอกจากนี้เชื่อว่าอัตราผลตอบแทนที่ได้จากลูกค้ากลุ่มดังกล่าวจะคุ้มค่ามากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
ขณะที่ประเด็น Virtual Bank ในช่วงครึ่งหลังของปี ธนาคารมองว่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านเงินฝาก ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนดอกเบี้ยบ้าง อย่างไรก็ตามมองว่าเป็นโอกาสที่จะกระตุ้นให้ธนาคารดั้งเดิมต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม และเป็นทางเลือกที่ดีให้กับลูกค้า ขณะที่ในแง่ของสินเชื่อ คาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยเนื่องจากเป้าหมายของ Virtual Bank คือกลุ่ม Under-served ในขณะที่ธนาคารเน้นกลุ่มรายได้ระดับกลางขึ้นไป
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LH Fund กล่าวว่า ผลการดำเนินงานการบริหารจัดการกองทุนปี 2568 บริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) นับรวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) รวม 70,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 จากปี 2567 สำหรับกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 13,606 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 10,271 ล้านบาท
ปี 69 บริษัทตั้งเป้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพโดยมุ่งตอบโจทย์นักลงทุนที่หันมาใช้กองทุนรวม เป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงและการลงทุนระยะยาว บริษัทมองเห็นโอกาสการเติบโตในกลุ่มกองทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม กองทุนด้านความยั่งยืน (ESG) ที่สอดรับกับกระแสการลงทุนระดับโลก กองทุนตราสารหนี้คุณภาพเพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนที่มองหาความมั่นคงและผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในสภาวะตลาดที่ผันผวน และตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดียที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
รวมถึงสร้างการเติบโตผ่านการสร้างนวัตกรรมด้านการลงทุนเพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนออกสู่ตลาดก่อนใคร โดยเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับ เทรนด์การลงทุนระดับโลกผ่านความร่วมมือกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก (best-in-class fund houses) การให้ความสำคัญกับการสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอให้แก่ผู้ลงทุนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุน การเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มและโครงสร้างการให้บริการรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับกลยุทธ์การลงทุนแบบ Open Architecture เพิ่มความยืดหยุ่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรที่หลากหลายที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะถัดไป
นายกานต์ อรรถธรรมสุนทร กรรมการผู้อำนวยการ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ (LH Securities) กล่าวว่า ปี 68 ธุรกิจหลักทรัพย์เผชิญความท้าทายจากภาวะตลาดหุ้นไทยที่อ่อนตัวลง ควบคู่กับมูลค่าการซื้อขายที่ชะลอตัว เป็นผลจากแรงกดดันหลายด้าน อาทิ มาตรการภาษีของสหรัฐ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ดี ภาพรวมตลาดเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของภาครัฐโดย ณ สิ้นปี 68 ดัชนี SET ปิดที่ 1,259.67 จุด ลดลง 10.04% โดยลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 52.8% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 41,045 ล้านบาท ลดลง 11.8% จากปีก่อนสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ยังเปราะบางตลอดทั้งปี
ปี 68 บริษัทเน้นพัฒนาและปรับตัวทางธุรกิจเพื่อรองรับความผันผวนและการชะลอตัวของตลาดหุ้นไทย เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหุ้นเพียงช่องทางเดียวและขยายบริการอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม อาทิ การให้บริการที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisory) และการให้บริการลูกค้ากลุ่ม Wealth Management โดยให้คำแนะนำและหาโซลูชันการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการและระดับความเสี่ยงของลูกค้า รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทสามารถกลับมามีกำไรแม้ว่ารายได้รวมจะปรับตัวลดลง 15% เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากการหดตัวของปริมาณการซื้อขายของตลาดหุ้นไทย
สำหรับกลยุทธ์ปี 69 บริษัทยังคงเน้นการปรับโครงสร้างรายได้ให้มีความหลากหลาย โดยให้ความสำคัญกับ การเพิ่มบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต อาทิ บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Trade) เพื่อเพิ่มทางเลือกและสนับสนุนการกระจายการลงทุนสู่ตลาดสากล พัฒนาบริการสำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth Management อย่างครบวงจร การเสริมศักยภาพงานที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisory) เพื่อรองรับความต้องการด้านการระดมทุนและการปรับโครงสร้างทางการเงินที่มีความซับซ้อน และการพัฒนาบทวิเคราะห์การลงทุนที่ครอบคลุมทุกกลุ่มสินทรัพย์ และสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนจาก CTBC Bank ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Wealth Management และมีเครือข่ายระดับสากล
นายกานต์ กล่าวถึงมุมมองตลาดหุ้นไทยในปีนี้ว่า ภาพรวมดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด โดยประเมินกรอบดัชนี SET เป้าหมายในช่วง 1,470-1,550 จุด ปัจจัยหนุนจากเม็ดเงินไหลออกจากตลาดอินโดนีเซีย และกำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มนิ่ง ประกอบกับ Valuation หุ้นไทยค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับตลาดอื่น โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ Valuation ค่อนข้างแพง ระยะสั้นเม็ดเงินไหลเข้าหุ้นที่ราคายังต่ำ
อย่างไรก็ตาม ปีนี้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยไม่ได้โตมาก ประกอบกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดยังอยู่ในกลุ่ม Old Economy เป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่หุ้น Growth Stock ซึ่งถ้าเทียบกับตลาดในภูมิภาคยังถือว่าด้อยกว่า ขณะที่แนวโน้ม Fund Flow ช่วงครึ่งปีแรกยังเข้ามา แต่ช่วงครึ่งปีหลังต้องติดตามภายหลังจากการจัดตั้งรัฐบาล บริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ จะมีการปรับกลยุทธ์หรือการฟื้นตัวของกำไรมากน้อยเพียงใด เนื่องจากปีนี้ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยยังโตน้อย
“พูดถึงการแข่งขันของบริษัทจดทะเบียน ส่วนใหญ่ยังอยู่ใน Old Economy แต่ถามว่าเป็นหุ้นที่ราคาถูกและปันผลสูงในอีกมุมหนึ่งมันจะช่วยได้ ซึ่งหากประเทศอื่นหรือว่าเซกเตอร์ที่มี Valuation สูง นักลงทุนจะหา Safe Haven หาผลตอบแทน เขาก็คงจะกลับมาหาหุ้นไทยบ้าง”
สำหรับคำแนะนำการลงทุนในปีนี้ เน้นกลุ่มหุ้น Low P/E และ Dividend Yield สูง พร้อมมองว่ากลุ่มพลังงานจะได้รับอานิสงส์จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกยังคงแกว่งตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป
เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนในยุคดิจิทัล บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีแผนขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเตรียมเปิดให้บริการซื้อขายหุ้นและกองทุนในต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ โดยจะเริ่มเปิดตัว (Soft Launch) ในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงกว่าในประเทศ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.พ. 69)




