เพนตากอนเตรียมแบน Anthropic หลังทรัมป์สั่งยุติความร่วมมือ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (27 ก.พ.) ว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลยุติการทำงานร่วมกับบริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมประกาศให้บริษัทดังกล่าวเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งนับเป็นผลกระทบครั้งใหญ่ต่อบริษัทปัญญาประดิษฐ์รายนี้ ภายหลังเกิดข้อขัดแย้งเกี่ยวกับมาตรการควบคุมความปลอดภัยของเทคโนโลยี

มาตรการดังกล่าว ซึ่งประกาศโดยรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ อาจทำให้ผู้รับเหมาที่ทำงานให้เพนตากอนไม่สามารถนำเทคโนโลยี AI ของ Anthropic ไปใช้ในโครงการต่าง ๆ ได้ โดยปกติการกำหนดสถานะเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานมักใช้กับซัพพลายเออร์จากประเทศคู่แข่ง

ทรัมป์ระบุว่า กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานอื่นที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Anthropic จะมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 6 เดือน พร้อมเตือนว่า หาก Anthropic ไม่ให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลจะใช้อำนาจประธานาธิบดีอย่างเต็มที่เพื่อบังคับให้ปฏิบัติตาม และอาจมีผลทางแพ่งและอาญาตามมา

โฆษกของ Anthropic ซึ่งเมื่อปีที่แล้วได้รับสัญญาจากเพนตากอนมูลค่าสูงสุด 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ ฐานอุตสาหกรรมด้านกลาโหมของสหรัฐฯ มีผู้รับเหมาหลายหมื่นราย รวมถึงบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ทำให้การจัดให้บริษัทใดเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยใช้มาตรการลักษณะเดียวกันนี้กับหัวเว่ย (Huawei) บริษัทเทคโนโลยีของจีน โดยตั้งแต่ปี 2560 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จำกัดการใช้อุปกรณ์ของ Huawei ในกระทรวงกลาโหม ห้ามหน่วยงานรัฐบาลกลางจัดซื้อเทคโนโลยีของบริษัท และระงับเงินสนับสนุนหรือเงินกู้จากรัฐบาลกลางที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ของ Huawei

แฟรงคลิน เทอร์เนอร์ ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านสัญญาภาครัฐระบุว่า Anthropic อาจยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อคัดค้านการขึ้นบัญชีดังกล่าว เนื่องจากถือเป็นภัยคุกคามต่อธุรกิจของบริษัทกับภาครัฐ และอาจกระทบความสัมพันธ์กับภาคเอกชนอย่างรุนแรง โดยเปรียบเทียบว่า การขึ้นบัญชีดำครั้งนี้มีความรุนแรงเทียบได้กับสงครามนิวเคลียร์ในเชิงสัญญา

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ก.พ. 69)