
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงกว่า 400 จุดในวันอังคาร (3 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจจะยืดเยื้อและส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น
- ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,501.27 จุด ลดลง 403.51 จุด หรือ -0.83%
- ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,816.63 จุด ลดลง 64.99 จุด หรือ -0.94% และ
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,516.69 จุด ลดลง 232.17 จุด หรือ -1.02%
นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาเป็นวงกว้าง โดยหุ้นทั้ง 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มวัสดุร่วงลง 2.7% และกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวลง 1.96% ส่วนดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้นแตะระดับสุงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2568
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ล่วงเข้าสู่วันที่ 4 นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต โดยกองกำลังอิสราเอลและสหรัฐฯ ยังคงระดมโจมตีเป้าหมายทั่วอิหร่าน ในขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยขณะนี้ความขัดแย้งกำลังขยายตัวไปยังเลบานอน
การที่อิหร่านขู่ว่าจะโจมตีเรือลำใดก็ตามที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับการหยุดชะงักของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซในตะวันออกกลาง ได้ผลักดันให้อัตราค่าขนส่งทั่วโลกและราคาน้ำมันดิบรวมถึงก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น โดยช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญและเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้น้ำมันทั่วโลก
รายงานล่าสุดระบุว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (DFC) จัดหาประกันภัยความเสี่ยงทางการเมืองและการค้ำประกันทางการเงินสำหรับการค้าทางทะเลที่เดินทางผ่านอ่าวอาหรับ พร้อมกับกล่าวว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ สามารถคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้หากจำเป็น
นักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยปัจจุบันนโยบายการเงินของเฟดถือว่าอยู่ในระดับที่คุมเข้มอยู่แล้ว อันเนื่องมาจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นหลังจากรัฐบาลทรัมป์ใช้มาตรการภาษีศุลกากร ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สอง
อย่างไรก็ดี ดัชนีดาวโจนส์ รวมทั้ง S&P500 และ Nasdaq ต่างก็ลดช่วงลบ หลังจากที่ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในระหว่างวัน ด้านนักวิเคราะห์ของ Argent Capital ให้ความเห็นว่า นับจนถึงขณะนี้ ปฏิกิริยาของตลาดที่มีต่อความขัดแย้งในตะวันออกกกลาง “ถือว่าเบามาก” ซึ่งบ่งชี้ว่าความสามารถในการเปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุนยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี พร้อมกับกล่าวว่าหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ซึ่งถูกเทขายออกมาอย่างหนักก่อนหน้านี้ กลับทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นกลุ่มอื่น โดยหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และการบริการด้านซอฟต์แวร์ในดัชนี S&P500 ปิดตลาดดีดตัวขึ้น 1.6%
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)





