เวทีเสวนา 4 ปีภาครัฐระอุ! หุ้นตกวันนี้แค่ซ้อม เตือน 4 ปีข้างหน้ารับศึกหนักพายุใญ่พลิกโฉมโลก

นักเศรษฐศษสตร์แถวหน้าเตือนไทยเข้าสู่จุดคับขันที่สุดในรอบหลายสิบปี ดัชนี SET ร่วงแรงแค่ “การซ้อมภัย” ก่อนเผชิญมรสุมระเบียบโลกใหม่ (New World Order) บีบไทยเลือกข้าง โลกเข้าสู่จุดเปลี่ยนใหญ่ผ่านความผันผวน 4 ระลอก ชี้จุดตายเศรษฐกิจไทยจากโครงสร้างรัฐใหญ่แต่ประสิทธิภาพต่ำ ถดถอยต่อเนื่องกว่า 10 ปี แนะไทยเร่งปรับสมดุลนโยบายการคลังหลังหนี้สาธารณะจ่อติดเพดานและเลิกพึ่งพาอุตสาหกรรมเก่า

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาตลาดทุนไทย (FETCO) ในฐานะนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานเสวนา”ทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ว่า โลกแย่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีโจทย์ใหญ่ 3 ระดับ คือ 1.การรับมือกับความผันผวนของโลก 2.การแก้ไขปัญหาความอ่อนแอของไทย และ 3.การเตรียมการสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ New word order

เมื่อโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ความผันผวนที่เกิดขึ้น เช่น ตลาดหุ้นตกหนักวันนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะในขณะนี้รัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเกิดการเผชิญหน้าแบบคู่ขนาน ทั้งสงครามการค้าและการเงินโลก ทำให้โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนใหญ่ที่ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ต่างๆ

ทั้งนี้ นายกอบศักดิ์ มองว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นมามี 4 ระลอกที่สำคัญ ระลอกที่ 1 คือ ตลาดทุน ทำอย่างไรให้คนเชื่อใจ ตลาดหุ้นไทยที่ได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลางตกไปแล้ว 160 จุด หรือประมาณ 12% เรากำลังรับผลพวงระลอกที่ 1 และราคาน้ำมันโลกกำลังขึ้นมา

ระลอกที่ 2 คือ เศรษฐกิจจริง เรากำลังกังวลว่าจะขาดแคลนพลังงานในระยะถัดไปหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการ

ส่วนระลอกที่ 3 คือ การย้านฐานการผลิต และระลอกที่ 4 คือ เงินดอลลาร์กำลังแข็งค่า แต่เป็นปัญหาในระยะต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเตรียมตัวว่าจะรับศึกอย่างไร

นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาความอ่อนแอและสร้างอนาคตให้ประเทศ ต้องยอมรับก่อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังป่วยและตกยุค เพราะไทยใช้เทคโนโลยีญุ่ปุ่นมายาวนาน และกำลังจะสู้เทคโนโลยีจีนไม่ได้ โดยมีเงินไหลเข้าจากจีนประมาณ 2 ล้านล้านบาท เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเอไอ เรื่องพลังงานสะอาด รถยนต์อีวี

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ซึ่งรัฐจะบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านให้สั้นที่สุดได้อย่างไร เพราะถ้าเปลี่ยนผ่านยาวบริษัทต่างๆ อาจล้มไปอีกมาก และรัฐต้องมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้มากขึ้น

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การเตรียมการสำหรับระเบียบโลกใหม่ เพราะจะเกิดเผชิญหน้าใน 5 ด้าน คือ สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี สงครามการเงิน เรื่องจีโอโพลิติค และการสู้รบระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเป็นการเผชิญหน้าของ 2 มหาอำนาจ แต่ที่หนักใจ คือ ไทยคือหนึ่งในประเทศที่เป็นหมากของประเทศมหาอำนาจ

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า คำถามที่สำคัญที่รัฐบาลใหม่จะต้องตอบคือ รัฐบาลจะเลือกใคร ระหว่าง 2 ประเทศ จีนกับสหรัฐฯ ซึ่งตนเชื่อว่า เมื่อสหรัฐฯจัดการละตินอเมริกา และตะวันออกกลางเสร็จแล้ว จะวนมาที่ภูมิภาคนี้

“ผมอยากบอกเลยว่า วันนี้เป็นการซ้อมภัย วันนี้ตกร้อยจุดเป็นการซ้อม อนาคตอาจจะมีการซ้อมที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลใจ”นายกอบศักดิ์ กล่าว

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการหลังจากนี้ เพื่อให้ไทยพ้นภัยได้ คือ 1.เราต้องมองโลกตามความจริงว่า จะเกิดอะไร อย่าหลอกตัวเอง 2.เห็นความเสี่ยง เห็นโอกาส 3.เมื่อตัดสินใจ ทำทันที

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องทำ 1.ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ลดส่งออกไปสหรัฐฯให้ได้ 2.เพิ่มความเข้มแข็งในประเทศ ในภูมิภาค 3.เตรียมรับแรงกระแทกจากความขัดแย้งของมหาอำนาจ เช่น เราต้องเตรียมอาหารไว้หรือไม่ ยารักษาโรค เป็นต้น 4.ใช้เป็นโอกาส สร้างอนาคตให้กับประเทศไทย

“ขณะนี้ ผมบอกเลยว่า 4 ปีข้างหน้า เป็น 4 ปีที่คับขัน ทั้งศึกในและศึกนอกเต็มไปหมด กรุงรัตนโกสินทร์จะผ่านไปได้หรือไม่ได้ก็ครั้งนี้”นายกอบศักดิ์ กล่าว

นายกอบศักดิ์ ย้ำว่า ปัญหาทุกอย่างที่กำลังเห็นขณะนี้คงไม่จบแค่นี้ เป็นเพียงอีกก้าวที่ต้องเผชิญหน้า เพราะประเทศมหาอำนาจเบอร์ 1 กับ 2 แข่งกัน เมื่อเบอร์ 1 ไม่ได้ดั่งใจก็ใช้อำนาจที่ตนมีทำอะไรก็ได้ เราจึงต้องมองโลกตามจริง อย่าหลอกตัวเอง โอกาสจะมาถึงเราพอสมควร แต่เราจะยืนอยู่ตรงกลางได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเราเตรียมการมากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ นายกอบศักดิ์ ระบุว่า ประเทศไทยยังเล็กเกินไปยืนด้วยตัวเอง ดังนั้น การรวมตัวเป็นกลุ่มอาเซียน แม้กลไกภูมิภาคจะบกพร่อง หรืออาจยังมีปัญหาไทย-กัมพูชา แต่สุดท้ายเราต้องเดินหน้าในกลไกอาเซียนให้ได้ เพราะอาเซียนเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดของเอเชียและโลกต่อไป

ด้านนายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ไม่มีมาตรการ “Quick Win” ที่พลิกเศรษฐกิจไทย เพราะในความเป็นจริงการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังช่วงโควิด โตเฉลี่ยไม่ถึง 2% ซึ่งเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง และเมื่อมองไปที่การจัดลำดับเศรษฐกิจในด้านต่างๆ พบว่า ทั้ง ความมั่งคั่ง ความทั่วถึง ความยั่งยืน และปัจจัยเชิงสถาบัน รัฐบาล คอรัปชั่น การศึกษา จะพบว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไทยถดถอยทุกอันดับ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเป็นแบบนี้

ทั้งนี้ นายบรรยง ได้เสนอแนวทางว่า รัฐต้อง “ลดขนาด” เพราะ 80% เป็นงบดำเนินการที่เป็นงบสำหรับเงินเดือนและสวัสดิการเพราะไทยมีข้าราชการถึง 3.1 ล้านคน มากเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย และต้อง “ลดบทบาท” ของรัฐมากขึ้น และต้อง “ลดอำนาจ” ต้องเดินหน้ากิโยตินกฏหมาย รวมถึง ต้องเพิ่ม productivity ให้มากขึ้น

นอกจากนี้ การที่ไทยกำลังเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ถือเป็นก้าวแรกที่จะสร้างมาตรฐานที่ดี ซึ่งไทยต้องเข้าสู่มาตรฐานต่างๆ ที่ OECD กำหนด เพียงแต่สิ่งที่ต้องทำต้องใช้เวลา เช่น เรื่องต่อต้านคอรัปชั่น รัฐก็ต้องมีเปลี่ยนอิโคซิสเต็ม เพื่อทำให้การคอรัปชั่นเกิดยากขึ้น หรือ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารมากกว่าเดิม

ด้านนายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก กล่าวว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธนาคารโลกมองว่าไทยยังฟื้นตัวช้า เพราะเน้นการพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว และยังพึ่งพาอุตสาหกรรมในรูปแบบเก่าค่อนข้างมาก ยังไม่มีการลงทุนใหม่ๆ แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสที่จะดึงดูดจากต่างประเทศได้มากขึ้น เห็นได้จากมีจีนให้ความสนใจมาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะด้านอีวี

ทั้งนี้ นายเกียรติพงศ์ มองว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ควรจะเน้นกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยเป็นหลัก หรือกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ควรมีการพัฒนาทักษะในบาง Sector รวมถึงการเข้าถึงการศึกษาและระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานได้ และลดการกีดกันทางการค้า

อย่างไรก็ตาม นายเกียรติพงศ์ มองว่า สำหรับนโยบายการคลัง ไทยควรใช้ความระวังดำเนินนโยบายการคลัง แต่จากช่วงโควิดถึงปัจจุบัน หนี้สาธารณะกลับเพิ่มสูงขึ้นใกล้เพดาน 70% แล้ว ซึ่งฉากทัศน์ที่ทำได้ คือ Rebalance การใช้จ่ายให้มากขึ้น การขยายฐานภาษี VAT ถ้าหากทำได้การเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น หนี้สาธารณะจะลดลง

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)