
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า ESG และ Sustainability อาจเผชิญกระแสตั้งคำถามทั้งในเชิงการเมืองและเชิงธุรกิจ โดยเฉพาะในบางประเทศที่มองว่ามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นภาระต้นทุนมากกว่าความได้เปรียบเชิงแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม รายงานเกี่ยวกับ Global Bank Annual Review 2025 ที่จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาและสถาบันวิจัยชั้นนำต่าง ๆ ทั่วโลก ได้ชี้ให้เห็นชัดว่า “ความยั่งยืน” ไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรมเชิงคุณธรรมอีกต่อไป แต่กำลังถูกฝัง (Embedded) ลงไปเป็น โครงสร้างพื้นฐานของการดำเนินงานและการบริหารความเสี่ยงของธนาคารทั่วโลก
จาก ESG เชิงภาพลักษณ์ สู่ ESG เชิงโครงสร้าง
จากรายงานได้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของภาคธนาคาร จากยุคที่ ESG ถูกใช้เป็นเครื่องมือด้านภาพลักษณ์และการสื่อสารกับนักลงทุน ไปสู่ยุคที่ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ สังคม และธรรมาภิบาล ถูกนำมาบูรณาการเข้ากับ Core Banking Functions อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิต การตั้งสำรอง การกำหนดราคาสินเชื่อ หรือการตัดสินใจจัดสรรเงินทุน
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันด้านจริยธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลโดยตรงจาก ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ รายงานชี้ว่าความเสียหายจากภัยธรรมชาติทั่วโลกมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในสัดส่วนที่มากกว่าครึ่งยังไม่ได้รับการประกัน ความสูญเสียดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพสินทรัพย์ ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า และเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม
ความยั่งยืนในฐานะ “เครื่องมือบริหารความเสี่ยง”
สิ่งที่น่าสนใจคือ รายงานนี้ไม่ได้มอง Sustainability เป็นภารกิจด้าน CSR แต่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk Management) ธนาคารชั้นนำเริ่มนำ Climate Risk และ Transition Risk เข้าไปอยู่ใน Stress Test, Scenario Analysis และ Internal Capital Adequacy Assessment (ICAAP)
ในทางกฎหมายและกำกับดูแล สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ที่ว่า ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ความเสี่ยงภายนอก (Externality) อีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงทางการเงินโดยตรงที่คณะกรรมการและผู้บริหารต้องรับผิดชอบตามหน้าที่ Fiduciary Duty
ภูมิทัศน์กฎระเบียบโลกอาจแตกต่าง แต่ไปทิศเดียวกัน
แม้แนวทางด้าน ESG จะมีความแตกต่างกันตามภูมิภาค แต่ทิศทางโดยรวมกลับชี้ไปในทางเดียวกัน นั่นคือ การทำให้ความยั่งยืน “วัดผลได้ ตรวจสอบได้ และบังคับใช้ได้”
ยุโรปและสหราชอาณาจักรเดินหน้าผสานมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนตาม ISSB เข้ากับกฎหมายตลาดทุน ขณะที่ออสเตรเลียกำหนดให้การเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศเป็นภาคบังคับ ในทางตรงกันข้าม สหรัฐอเมริกายังเผชิญแรงต้าน ESG ในเชิงการเมือง แต่แม้ในบริบทดังกล่าว ธนาคารขนาดใหญ่ก็ยังคงดำเนินการด้าน Climate Risk ต่อไป เนื่องจากแรงกดดันจากนักลงทุน ตลาดทุน และความเสี่ยงเชิงพาณิชย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
Governance, Data และความรับผิดของบอร์ด
อีกประเด็นสำคัญคือ การยกระดับบทบาทของ คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูง ธนาคารจำนวนมากเริ่มเชื่อมโยงค่าตอบแทนและการประเมินผลผู้บริหารกับตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน พร้อมทั้งลงทุนอย่างจริงจังในระบบข้อมูล (Data Governance) เพื่อให้การรายงาน ESG มีความถูกต้อง ตรวจสอบได้ และทนต่อการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล
ในทางกฎหมาย นี่คือสัญญาณเตือนว่า ความล้มเหลวในการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ อาจนำไปสู่ความรับผิดของกรรมการและผู้บริหาร ทั้งในมิติของกฎหมายบริษัท กฎหมายตลาดทุน และการกำกับสถาบันการเงิน
บทเรียนสำหรับธนาคารไทย
สำหรับประเทศไทย รายงานนี้สะท้อนโจทย์สำคัญอย่างน้อยสามประการ
1. ความยั่งยืนไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในกรอบ “โครงการสีเขียว” แต่ต้องถูกฝังอยู่ในระบบบริหารความเสี่ยงหลักของธนาคาร
2. การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลและการรายงานจะเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงระบบการเงินไทยเข้ากับตลาดทุนโลก
3. บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลและคณะกรรมการธนาคารจะยิ่งทวีความสำคัญในการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมและมีเสถียรภาพ
ความยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบธนาคาร ที่ผสาน Sustainability เข้ากับ Governance, Risk Management และการตัดสินใจทางการเงินได้อย่างแท้จริง โดยไม่เพียงลดความเสี่ยงในระยะยาว แต่ยังสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันในโลกการเงินยุคใหม่ที่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและสังคมกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินโดยสมบูรณ์
ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 มี.ค. 69)





