CryptoShot: Standard Chartered จ่อ “ดึงคริปโทฯ กลับบ้าน”

สถานการณ์สงครามในตอนนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดูจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศสงบศึก 2 สัปดาห์ ทำเอาราคาทองคำดีดตัวขึ้น ราคาน้ำมันร่วงลงทันที

ทางด้านฝั่งคริปโทฯ ที่มีบิทคอยน์เป็นตัวหลัก ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง อาจจะเป็นจังหวะดีในการเก็บสะสมก็ได้ แต่ที่แน่ ๆ ฝั่งสถาบันการเงินเริ่มมีท่าทีชัดเจนในการดึงคริปโทฯ เข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารของตัวเอง

นี่อาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ก็ได้!!

Standard Chartered จ่อ “ดึงคริปโทฯ กลับบ้าน”

ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Standard Chartered กำลังมีแผน “ปรับเกมคริปโทครั้งใหญ่” โดยมีการรายงานว่า กำลังพิจารณาปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทลูกที่ให้บริการรับฝากคริปโทฯ อย่าง Zodia Custody โดยมีเป้าหมายเพื่อนำโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลบางส่วนเข้าไปอยู่ภายในระบบธนาคารหลัก หรือเอา “core infrastructure” กลับมาอยู่ในตัวธนาคาร

โดยธุรกิจรับฝากคริปโทฯ ของ Zodia จะถูกย้ายไปอยู่ในหน่วยงานของ Corporate และ Investment Bank ซึ่งมีบริการลักษณะคล้ายกันอยู่แล้ว แต่ Zodia จะไม่ได้หายไป ยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มแบบ Software-as-a-Service (SaaS) สำหรับการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล ให้บริการ custody ต่อ

Standard Chartered นับเป็นธนาคารที่ “เอาจริงเอาจัง” กับคริปโทฯ มานานแล้ว เพราะตั้งแต่ปี 2020 ก็ได้ร่วมก่อตั้ง Zodia ขึ้นมา จากนั้นก็ขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมทำ Crypto Prime Brokerage และเปิดบริการเทรดคริปโทฯ สำหรับสถาบันในปี 2025

แต่ที่น่าสนใจคือ สิ่งที่ Standard Chartered กำลังทำ ไม่ใช่ตัวอย่างเดียว เพราะตอนนี้ธนาคารใหญ่ทั่วโลก กำลัง “ดึงคริปโทฯ กลับเข้าองค์กร” มากขึ้น อย่าง Morgan Stanley ก็ยื่นขอใบอนุญาตเพื่อให้สามารถให้บริการ custody แก่ลูกค้าธนาคาร และให้บริการด้านคริปโทฯ ทั้ง ซื้อ ขาย โอน แลกเปลี่ยน ได้เองภายใต้กรอบการทำงานของธนาคารได้

ในส่วนของ BNY Mellon ก็มีการเปิดแพลตฟอร์มที่ให้ลูกค้า ถือ Bitcoin และ Ethereum คู่กับสินทรัพย์ดั้งเดิมได้ในแพลตฟอร์มเดียว

ดูทรงแล้ว เทรนด์นี้ชัดมาก จากเดิมที่ธนาคาร “ทดลองคริปโทฯ ผ่านบริษัทลูก” ตอนนี้กำลังเปลี่ยนเป็น “นำเข้ามาอยู่ในระบบหลัก” ซึ่งสะท้อนว่า คริปโทฯ กำลังเข้าใกล้ระบบการเงินแบบดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทำเนียบขาวจ่อแบน “ดอกเบี้ย Stablecoin” ผู้เชี่ยวชาญชี้…แทบไม่กระทบระบบธนาคาร!

ตอนนี้มีประเด็นร้อนจากฝั่งสหรัฐ เมื่อทำเนียบขาวกำลังพิจารณา “ห้ามจ่ายดอกเบี้ยให้กับ Stablecoin” ซึ่งหลายคนกังวลว่า…ถ้าทำจริง อาจกระทบระบบธนาคาร หรือทำให้เงินไหลออกจากระบบการเงินแบบดั้งเดิมหรือเปล่า??

ล่าสุด นักวิเคราะห์ออกมาบอกว่ามาตรการนี้ “แทบไม่มีผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร” โดยเหตุผลสำคัญคือ ปัจจุบัน Stablecoin ยังไม่ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการดึงเงินฝากออกจากระบบธนาคาร นักวิเคราะห์จึงมองว่า มาตรการดังกล่าว “แทบจะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ” ต่อความสามารถของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ

อธิบายเพิ่มเติมคือ Stablecoin ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือออมเงิน หรือเพื่อรับผลตอบแทนแบบเดียวกับบัญชีเงินฝากของธนาคาร แต่กลับถูกใช้เป็นหลักในด้านการโอนเงิน ชำระเงิน และการซื้อขายในตลาดคริปโทฯ ดังนั้น แม้จะมีการห้ามจ่ายดอกเบี้ยให้กับ Stablecoin จริง ก็ไม่น่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากนัก หรือพูดง่าย ๆ คือ ยังไม่ได้มาแทนที่ธนาคารในระดับนั้น

และถึงแม้ภาครัฐสหรัฐจะเริ่มเข้ามาคุมเข้ม Stablecoin มากขึ้น แต่ในมุมของระบบการเงินโดยรวม ผลกระทบต่อธนาคาร…ยังถือว่าน้อยมาก ใครที่แอบเชียร์ stablecoin อดใจรอกันก่อน

เกาหลีใต้คุมเข้ม! ปิดช่องโหว่ถอนคริปโทฯ ทันที!!

เกาหลีใต้มีประเด็นอีกแล้ว เพราะล่าสุด หน่วยงานกำกับดูแลภาคบริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารอย่าง Financial Services Commission (FSC) ประกาศ “คุมเข้ม” กฎการถอนคริปโทฯ ครั้งใหญ่ โดยโฟกัสไปที่สิ่งที่เรียกว่า “ข้อยกเว้นของระบบหน่วงเวลาการถอน”

ปกติแล้ว เวลาถอนคริปโทฯ ออกจากแพลตฟอร์ม จะมี “ช่วงหน่วงเวลา” เพื่อความปลอดภัย แต่ที่ผ่านมาบางบัญชีสามารถ “ข้ามขั้นตอนนี้ได้” ถ้าเข้าเงื่อนไขบางอย่าง เช่น อายุบัญชี หรือประวัติการเทรด ซึ่งตรงนี้ล่ะที่กลายเป็นช่องโหว่

ข้อมูลจาก FSC พบว่า ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย.2025 บัญชีที่ได้สิทธิ “ข้ามการหน่วงเวลา” คิดเป็น 59% ของบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง และหนักกว่านั้นคือคิดเป็นถึง 75.5% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด เรียกได้ว่าตัวเลขชัดมากว่า “ช่องโหว่นี้” ถูกใช้โดยมิจฉาชีพจริง ๆ

ปัญหาหลักอีกอย่างคือ แต่ละแพลตฟอร์มตั้งกฎ “ข้อยกเว้น” ของตัวเอง ไม่มีมาตรฐานกลาง ทำให้คนร้ายสามารถใช้เงื่อนไขง่าย ๆ เช่น บัญชีเก่า หรือเคยมีประวัติเทรด แล้วรีบโอนเงินออกไปได้ทันที ดังนั้น กฎใหม่ที่ออกมาจะ “รวมมาตรฐาน” ให้เหมือนกันทั้งระบบ โดยถ้าจะให้สิทธิข้ามการหน่วงเวลา แพลตฟอร์มต้องพิจารณาเข้มขึ้น เช่น ความถี่ในการเทรด, ประวัติบัญชี, ปริมาณการฝาก-ถอน และผลจากการจำลองพบว่าคนที่เข้าเกณฑ์ได้สิทธิ exemption อาจลดลงเหลือแค่ประมาณ 1% เท่านั้น

นอกจากนี้ FSC ยังจะเพิ่มการตรวจสอบด้วย เช่น ตรวจแหล่งที่มาของเงิน และติดตามพฤติกรรมการถอนที่น่าสงสัย รวมถึงจะมีการปรับกฎต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “ช่องทางหลีกเลี่ยงใหม่”

จริง ๆ แล้วมาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการคุมเข้มแบบทั้งระบบ จากที่ก่อนหน้านี้ เกาหลีใต้เจอทั้งคดี voice phishing และปัญหาระบบภายในของแพลตฟอร์ม อย่างกรณีของ Bithumb ที่เกิดความผิดพลาดในการจ่าย Bitcoin ล่าสุดถึงขั้นสั่งให้แพลตฟอร์มต้อง “กระทบยอดบัญชีกับสินทรัพย์จริงทุก 5 นาที” เลยทีเดียว

ต้องบอกว่าเคสนี้ชัดมากว่า “ความเร็ว” ในโลกคริปโท ถ้าไม่มีระบบการควบคุมที่ดี ก็สามารถกลายเป็น “ช่องโหว่” ได้ทันที และเกาหลีใต้ก็กำลังเลือกช่องทาง “ลดความเสี่ยง” มากกว่าความสะดวกของผู้ใช้งาน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)