รมว.ยุติธรรม สั่งฟันขั้นเด็ดขาด!! แก๊งกักตุน-ลักลอบขนส่งน้ำมัน หลัง DSI รับเป็นคดีพิเศษ เหตุพบพิรุธเพียบ

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหา และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค. 69 โดยกระทรวงยุติธรรม ได้บูรณาการกำลังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติกรรมการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด

หลังจากที่คณะกรรมการคดีพิเศษ ได้มีมติให้ DSI ดำเนินการสอบสวนกรณีรับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง ตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตาม มาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการ หรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชน หรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 69 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ จากการตรวจสอบเชิงลึกและการลงพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบข้อเท็จจริงและความผิดปกติที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ดังนี้

  1. พฤติกรรมเรือต้องสงสัย ปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (สัญญาณ AIS : Automatic Identification System) และลักลอบถ่ายเทน้ำมันกลางทะเล ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์พฤติกรรมทางเรือของ ศรชล. ตรวจสอบพบความผิดปกติของการเดินเรือจำนวน 20 เที่ยวเรือ จาก 24 เที่ยวเรือต้องสงสัย โดยพบข้อสังเกตสำคัญ คือ มีเรือถึง 10 เที่ยวเรือที่มีการปิดสัญญาณ AIS (Dark activity) และมี 2 เที่ยวเรือ ที่มีการจอดเทียบกันในทะเล (Ship to Ship : STS) นอกจากนี้ยังพบว่ามีเรือที่ใช้เวลาเดินทางล่าช้ากว่าปกติ 1-2 วัน ของ 8 บริษัท รวม 20 เที่ยวเรือ
  2. ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จากการตรวจสอบเอกสารแบบ น.ม.9 และ น.ม.10 พบว่ามีการแก้ไขวันที่เรือออกเดินทางจากเดือนก.พ. เป็นเดือนมี.ค. ทำให้ระยะเวลาขนส่งจากชลบุรีไปสุราษฎร์ธานีที่ควรใช้เวลาเพียง 1 วัน กลายเป็น 1 เดือน ที่สำคัญยังพบเรือจำนวน 22 เที่ยวเรือ (จากเรือ 15 ลำ) ที่มีปริมาณน้ำมันปลายทาง “มากกว่า” ปริมาณน้ำมันที่รับจากโรงกลั่นต้นทาง ซึ่งในความเป็นจริง น้ำมันย่อมต้องมีการระเหย และลดลงระหว่างการขนส่ง
  3. ตรวจพบพฤติกรรมการกักตุนน้ำมันในคลังขนาดใหญ่ จากการลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 ขนาดใหญ่ 6 แห่งในสุราษฎร์ธานี พบว่าในเดือนมี.ค. คลังบางแห่งมีปริมาณการรับน้ำมันเข้า มากกว่าการขายออก ซึ่งต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างชัดเจน เข้าข่ายพฤติการณ์ปฏิเสธ หรือประวิงการขายโดยไม่มีเหตุอันควร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 31 ซึ่งมีโทษจำคุกถึง 7 ปี
  4. พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ออกหนังสือเรียกเจ้าของบริษัทเรือที่พบความผิดปกติทั้ง 8 บริษัท ให้มาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ข้อเท็จจริงและได้ขอรับโอนสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาเป็นคดีพิเศษแล้ว
  5. ขณะนี้ยังมีเอกสารของหน่วยงานราชการที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ต้องการเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังส่งให้ไม่ครบถ้วน จะดำเนินการเร่งติดตาม และนำมาวิเคราะห์พฤติการณ์การกระทำผิดเพิ่มเติมต่อไป
  6. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สนธิกำลังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดต้องสงสัยในหลายจังหวัด พร้อมเข้าตรวจค้นและรวบรวมพยานหลักฐาน โรงกลั่น 6 แห่ง, คลังน้ำมัน 92 แห่ง และเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 69 ได้เข้าตรวจสอบ จำนวน 4 จุด ที่จังหวัดระยอง ขอนแก่น สมุทรสาคร และปทุมธานี พบพฤติการณ์การกระทำผิดในหลายรูปแบบ เช่น การลักลอบถ่ายเทน้ำมัน รับน้ำมันจากคลังแล้ว ไม่เข้าสถานีบริการน้ำมัน คลังน้ำมันรายงานเท็จว่าไม่มีการรับน้ำมัน การดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต และการกักตุนน้ำมันเพื่อประวิงเวลาในการจำหน่าย โดยได้ดำเนินคดีกับนิติบุคคล และบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้ว

“ความผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม ด้วยการที่มีน้ำมันไม่ปรากฏแหล่งที่มาเก็บไว้ในคลัง หรือมีแล้ว แต่ปฏิเสธการขาย หรือประวิงการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร โดยเฉพาะคลังน้ำมันขนาดใหญ่ เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ถือเป็นการเอาเปรียบต่อสังคม ในภาวะที่ทุกคนได้รับความเดือดร้อน” รมว.ยุติธรรม กล่าว

รมว.ยุติธรรม ได้สั่งการเฉียบขาดให้ DSI ดำเนินคดีในทุกมิติ “หากพบว่ามีการกระทำความผิดเป็นขบวนการ จะพิจารณาดำเนินคดีฐานอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษหนัก และจะขยายผลไปสู่การยึดทรัพย์ตามมาตรการฟอกเงินต่อไป

โดยในการแถลงข่าวครั้งนี้มีผู้ร่วมแถลง ได้แก่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน, นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ และเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)