ดาวโจนส์ปิดลบ 293.18 จุด กังวลตะวันออกกลางตึงเครียด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (21 เม.ย.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้บดบังปัจจัยบวกจากรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนและแนวโน้มที่สดใสของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

  • ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,149.38 จุด ลดลง 293.18 จุด หรือ -0.59%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,064.01 จุด ลดลง 45.13 จุด หรือ -0.63% และ
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,259.97 จุด ลดลง 144.42 จุด หรือ -0.59%

 

ในช่วงแรก ตลาดดีดตัวขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดการณ์ว่าสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน ก่อนถึงกำหนดเส้นตายหยุดยิงในสัปดาห์นี้ โดยก่อนหน้านี้ปธน.ทรัมป์ระบุว่า การหยุดยิงจะมีระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยเริ่มนับจากช่วงเย็นของวันที่ 7 เม.ย. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ แต่หลังจากนั้น เขาได้กล่าวว่า การหยุดยิงจะดำเนินไปจนถึงช่วงเย็นของวันพุธที่ 22 เม.ย.

ตลาดอ่อนแรงลงในเวลาต่อมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ว่าอิหร่านจะเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพในครั้งนี้หรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า อิหร่านอาจเข้าร่วมการเจรจากับสหรัฐฯ ที่ประเทศปากีสถาน หากสหรัฐฯ ละทิ้งนโยบายการกดดันและข่มขู่ พร้อมกับกล่าวว่าอิหร่านปฏิเสธการเจรจาที่มีเป้าหมายเพื่อให้ยอมจำนน

ตลาดปรับตัวลงรุนแรงขึ้น หลังจากมีรายงานว่า เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ยกเลิกการเดินทางไปปากีสถานเพื่อร่วมเจรจาสันติภาพ ขณะที่อัตตาอุลลาห์ ทาราร์ รัฐมนตรีสารสนเทศและการกระจายเสียงของปากีสถาน กล่าวว่า ปากีสถานยังคงรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากอิหร่านเกี่ยวกับคณะผู้แทนที่จะเดินทางเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพที่กรุงอิสลามาบัด

หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ร่วงลง 1.94% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 1.75% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้น 1.31% โดยปรับตัวขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมัน

ความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้บดบังปัจจัยบวกจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนและแนวโน้มที่สดใสของ AI โดยหุ้น UnitedHealth ซึ่งเป็นบริษัทประกันสุขภาพรายใหญ่ของสหรัฐฯ ทะยานขึ้น 7% และเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนีดาวโจนส์ หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่สูงเกินคาดและได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรรายปี

ด้านนักวิเคราะห์ของ JPMorgan ได้ปรับเป้าหมายดัชนี S&P500 ช่วงสิ้นปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 7,600 จุด โดยคาดว่าดัชนีจะได้แรงหนุนจากกระแสความนิยม AI และผลกำไรที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี ขณะที่บริษัท Amazon ประกาศว่าจะทุ่มเงินลงทุนสูงถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ใน Anthropic สตาร์ตอัปผู้สร้าง AI แชตบอต Claude ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูงยังคงเต็มใจที่จะทุ่มเงินลงทุนจำนวนมากให้กับเทคโนโลยี AI

หุ้น Apple ร่วงลง 2.52% หลังจากบริษัทประกาศว่า ทิม คุก จะก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอ และจอห์น เทอร์นัส รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ จะเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอแทน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ปีนี้

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกพุ่งขึ้น 1.7% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.5% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.พ. และเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 3.97% ในเดือนมี.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 3.96% ในเดือนก.พ.

นักลงทุนจับตาการรับรองตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ของเควิน วอร์ช โดยคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นกระบวนการรับฟังวิสัยทัศน์ของวอร์ชในวันอังคาร ซึ่งเขาได้ยืนยันต่อคณะกรรมาธิการว่าไม่เคยให้คำมั่นสัญญาใด ๆ กับปธน.ทรัมป์เกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมกับกล่าวว่าเขาจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระจากทำเนียบขาว

อย่างไรก็ตาม เส้นทางการขึ้นสู่ตำแหน่งประธานเฟดของวอร์ชอาจไม่ราบรื่น เนื่องจากวุฒิสมาชิก ทอม ทิลลิส จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ กล่าวว่า เขาจะไม่ลงคะแนนให้วอร์ชจนกว่ากระทรวงยุติธรรมจะยุติการสอบสวนเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดคนปัจจุบัน เกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟด ซึ่งทิลลิสมองว่าเป็นการคุกคามความเป็นอิสระของเฟด

ทั้งนี้ จุดยืนของทิลลิสอาจขวางไม่ให้การเสนอชื่อวอร์ชผ่านไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภาเต็มคณะได้ ซึ่งภาวะชะงักงันนี้อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทรัมป์ลั่นวาจาว่าจะปลดพาวเวลออกจากตำแหน่งสมาชิกคณะผู้ว่าการเฟด หากพาวเวลไม่ยอมสละเก้าอี้ดังกล่าวพร้อมกับวาระการดำรงตำแหน่งประธานเฟดที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 พ.ค. นี้ นับเป็นการยกระดับความขัดแย้ง และส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจภายในเฟดที่ปกติมักดำเนินไปอย่างราบรื่น

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 เม.ย. 69)