
หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ตลาดการเงินให้ความสนใจอย่างมากในเวลานี้ คือข่าว เควิน วอร์ช อดีตสมาชิกคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เข้าแสดงวิสัยทัศน์และรับการไต่สวนจากคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาสหรัฐฯ ก่อนที่คณะกรรมาธิการฯ จะให้การรับรองให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ต่อจากเจอโรม พาวเวล ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 15 พ.ค.นี้ โดยตลาดได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า การไต่สวนจะเต็มไปด้วยข้อโต้แย้งที่ดุเดือดมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เนื่องจากวอร์ชเป็นผู้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อและหมายมั่นปั้นมือว่าอดีตผู้ว่าการเฟดผู้นี้จะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามคำสั่งโดยไม่มีข้อแม้เหมือนกับประธานเฟดคนปัจจุบันอย่างพาวเวล
การไต่สวนซึ่งเปิดฉากในเวลา 10.00 น.ของวันอังคาร (21 เม.ย.) ตามเวลาสหรัฐ ซึ่งตรงกับ 21.00 น. ตามเวลาไทย เป็นไปอย่างเผ็ดร้อนตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยเฉพาะวุฒิสมาชิกเอลิซาเบธ วอร์เรน ที่ตั้งคำถามอันดุดันทั้งในประเด็นความเป็นอิสระของเฟดและความสัมพันธ์ที่วอร์ชมีต่อปธน.ทรัมป์ นอกจากนี้ วอร์ชยังถูกซักถามเกี่ยวกับฐานะทางการเงินส่วนตัว โดยเขาถูกมองว่ามีความมั่งคั่งร่ำรวยอย่างมาก ซึ่งหากได้รับการรับรอง เขาจะกลายเป็นประธานเฟดที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์
ก่อนที่การไต่สวนจะเริ่มขึ้น บรรดาสมาชิกวุฒิสภาได้ยืนสงบนิ่งเพื่อแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของมาร์ก วอร์เนอร์ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ หลังจากแมดิสัน บุตรสาวของวอร์เนอร์ เสียชีวิตในวัย 36 ปีหลังจากต่อสู้กับโรคเบาหวานและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
จากนั้นวอร์ชได้ก้าวขึ้นไปยังโพเดียมเพื่อแสดงวิสัยทัศน์และตอบข้อซักถามในประเด็นต่าง ๆ ของสมาชิกวุฒิสภา … และต่อไปนี้คือบรรยากาศส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างการไต่สวน
* ยืนยันไม่ปลดประธานเฟดประจำภูมิภาค
ที่ผ่านมานั้น มีกระแสข่าวแพร่สะพัดว่า ผู้ที่ทรัมป์เสนอชื่อเป็นประธานเฟดอาจพยายามเข้าควบคุมสถาบันเฟดโดยการปลดประธานเฟดสาขาภูมิภาคออก ซึ่งประธานเฟดเหล่านี้จะหมุนเวียนกันมาลงคะแนนเสียงนโยบายการเงิน และการแทนที่ประธานเฟดเหล่านี้ด้วยคนที่มีความภักดีอาจช่วยให้วอร์ชลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น
ด้วยกระแสข่าวนี้ ทำให้วุฒิสมาชิก ลิซา บลันท์ โรเชสเตอร์ จากพรรคเดโมแครต พยายามขอคำมั่นสัญญาจากวอร์ชว่า เขาจะไม่ทำเช่นนั้น เนื่องจากที่ผ่านมา วอร์ชมักพูดเสมอว่าเขาต้องการ “เปลี่ยนแปลงระบบการบริหาร” ในเฟด โดยโรเชสเตอร์ถามวอร์ชว่า สิ่งที่เขาพูดนั้นหมายถึง การปลดประธานเฟดระดับภูมิภาคออกหรือไม่
วอร์ชตอบสั้น ๆ ว่า “ผมหมายถึงการเปลี่ยนด้านนโยบาย”
* เฟดกำลังรับมือกับ “ความผิดพลาดด้านโยบายที่ร้ายแรง”
วอร์ชกล่าวว่าเฟดยังคงต้องรับมือกับความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด
“หลังจากโควิด เมื่อราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นถึง 25-35% สำหรับกลุ่มประชากรชาวอเมริกันแทบทุกระดับ นั่นเป็นสัญญาณว่าเฟดทำพลาดเป้า” วอร์ชกล่าว “เรายังคงรับมือกับผลพวงความผิดพลาดทางนโยบายในปี 2564 และ 2565 อยู่”
* เฟดจำเป็นต้อง “เปลี่ยนแปลงระบบการบริหาร” หลังจัดการเงินเฟ้อผิดพลาด
วอร์ชกล่าวในระหว่างการไต่สวนว่า เฟดต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นล่าสุดเรื่องเงินเฟ้อ
“เมื่อคุณปล่อยให้เงินเฟ้อเข้ายึดครองระบบเศรษฐกิจแล้ว มันจะแพงกว่าและยากกว่าในการดึงมันลงมา ดังนั้นความผิดพลาดทางนโยบายที่ร้ายแรงเมื่อสี่หรือห้าปีก่อนจึงเป็นมรดกตกทอดที่เรายังคงต้องรับมืออยู่” เขากล่าว “ผมคิดว่านั่นหมายถึงการเปลี่ยนระบบในการดำเนินนโยบาย หมายถึงกรอบการทำงานเรื่องเงินเฟ้อแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม”
นอกจากการใช้อัตราดอกเบี้ยและงบดุลของเฟดเพื่อจัดการเงินเฟ้อแล้ว วอร์ชยังเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการสื่อสารด้วย
* วุฒิสมาชิกไล่บี้วอร์ชเรื่องทรัมป์สั่งให้ลดดอกเบี้ย มีใครบางคนโกหก
วุฒิสมาชิก รูเบน กัลเลโก จากพรรคเดโมแครต ซักไซ้วอร์ชอย่างหนักเรื่องที่เขายืนยันว่าทรัมป์ไม่เคยสั่งให้เขาปรับลดอัตราดอกเบี้ย
“งั้นต้องมีใครบางคนโกหก” กัลเลโกกล่าว “ถ้าไม่ใช่คุณ ก็ประธานาธิบดีทรัมป์”
กัลเลโกอ้างถึงรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ว่า ในระหว่างการประชุม 45 นาทีที่ทำเนียบขาว ทรัมป์ได้กดดันวอร์ชว่า “เขาสามารถไว้ใจให้วอร์ชสนับสนุนการลดดอกเบี้ยได้หรือไม่ หากได้รับเลือกให้เป็นประธานเฟด” โดยรายงานนี้อ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อและคุ้นเคยกับการประชุม ซึ่งในเวลาต่อมา ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับ WSJ และ “ยืนยันรายงานดังกล่าว” โดยทรัมป์อ้างว่า วอร์ชมีแนวคิดที่ว่าดอกเบี้ยจะต้องถูกปรับลดลง
ทั้งนี้ วอร์ชชี้แจงกับกัลเลโกว่า เขาจำได้ว่าได้อ่านข่าวนั้นในตอนนั้น และคิดว่านักข่าวของ WSJ ต้องมีแหล่งข่าวที่ดีกว่านี้ และต้องมีมาตรฐานจรรยาบรรณนักข่าวที่ดีกว่านี้ นอกจากนี้ วอร์ชกล่าวว่า เขาไม่ได้ขอให้มีการแก้ไขข่าวในตอนนั้น และไม่ได้กล่าวถึงกรณีที่ทรัมป์ยืนยันรายงานดังกล่าวกับ WSJ
อย่างไรก็ดี วอร์ชย้ำว่า “ประธานาธิบดีไม่เคยขอให้ผมให้คำมั่นว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งใดก็ตามในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งที่เฟด ท่านไม่ได้ขอ ไม่ได้สั่ง ไม่ได้บังคับ และผมก็ไม่เคยทำเช่นนั้นด้วย”
* ยืนยันจะไม่ลดดอกเบี้ยเพียงเพราะทรัมป์กดดัน
วุฒิสมาชิกยังคงเดินหน้าซักถามเพื่อขอความชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งรวมถึงวุฒิสมาชิก จอห์น เคนเนดี้ จากพรรครีพับลิกัน โดยวอร์ชย้ำด้วยเสียงหนักแน่นว่า เขาจะไม่รับคำสั่งจากทรัมป์เรื่องนโยบายการเงิน และไม่เคยถูกขอให้ลดดอกเบี้ย
“ประธานาธิบดีไม่เคยขอให้ผมกำหนดล่วงหน้า ให้คำมั่น กำหนดตายตัว หรือตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยใด ๆ ในการสนทนาของเรา และผมก็ไม่เคยตกลงที่จะทำเช่นนั้นด้วย”
นอกจากนี้ วอร์ชตั้งข้อสังเกตว่าประธานาธิบดีส่วนใหญ่ชอบให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และเขาไม่คิดว่าการแสดงความเห็นของผู้นำประเทศที่มาจากการเลือกตั้ง จะทำให้ความเป็นอิสระของธนาคารกลางสูญเสียไป
“ผมเคยได้ยินสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านจากคณะกรรมาธิการชุดนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงความเห็นอย่างรุนแรงเรื่องอัตราดอกเบี้ย แต่นายธนาคารกลางที่อ่อนน้อมควรรับฟัง แล้วจึงตัดสินใจด้วยตัวเอง” เขากล่าว
* ลั่นจะไม่เป็น “หุ่นเชิด” ให้ทรัมป์
วอร์ชกล่าวต่อคณะกรรมาธิการว่า เขาจะไม่เป็น “หุ่นเชิด” ให้ทรัมป์อย่างเด็ดขาด หลังจากวุฒิสมาชิกเอลิซาเบธ วอร์เรน ได้หยิบยกคำ ๆ นี้ขึ้นมาพูดในเชิงเย้ยหยันหลายครั้งในการไต่สวน
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ประธานาธิบดีเสนอชื่อผมสำหรับตำแหน่งนี้ และผมจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระ หากได้รับการรับรองให้เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ” วอร์ชกล่าว
* ปฏิเสธที่จะยืนยันว่าทรัมป์แพ้เลือกตั้งปี 2563
วอร์ชปฏิเสธที่จะกล่าวว่าทรัมป์แพ้การเลือกตั้งปี 2563 เมื่อวุฒิสมาชิกวอร์เรนถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้เขายืนยันผลการเลือกตั้ง หลังจากที่ทรัมป์ได้ออกมายืนยันอย่างผิด ๆ มานานหลายปีว่าการพ่ายแพ้ต่อประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในการเลือกตั้งปี 2563 นั้น เพราะเขาถูกโกง
“ความเป็นอิสระต้องใช้ความกล้าหาญ” วอร์เรนกล่าว “ลองมาเช็คความเป็นอิสระและความกล้าหาญของคุณกันหน่อย เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ คุณวอร์ช คำถามคือโดนัลด์ ทรัมป์ แพ้การเลือกตั้งปี 2563 ใช่หรือไม่?”
วอร์ชตอบว่า เขาพยายามที่จะ “แยกการเมือง” ออกจากเฟด วอร์เรนจึงสวนว่า เธอก็แค่ถามคำถามที่เป็นข้อเท็จจริง … จากนั้นวอร์ชกล่าวเพียงว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนั้นได้รับการรับรองแล้ว แต่ไม่ได้พูดว่า เขาเชื่อว่าทรัมป์แพ้
* วุฒิสมาชิกวอร์เรนถล่มวอร์ช-ทรัมป์ ชี้ ‘ไม่เหมาะสมกับงานนี้อย่างยิ่ง’
วุฒิสมาชิกวอร์เรนตำหนิวอร์ชและทรัมป์อย่างหนักในระหว่างการไต่สวนของเธอ โดยเธอกล่าวโทษทรัมป์ว่า “ล้มเหลวทางเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า” ขณะเดียวกันก็โจมตีทรัมป์ที่พยายามทำลายกำแพงความเป็นอิสระของเฟดจากฝ่ายบริหาร โดยอ้างว่าทรัมป์ทำเช่นนั้นเพราะ “เขาต้องการให้เฟดใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างผิดธรรมชาติในระยะสั้น” ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
จากนั้น วอร์เรนกล่าวถึงวอร์ชว่า วอร์ชไม่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานเฟดอย่างยิ่ง โดยเธอเรียกเขาว่าเป็น “กองเชียร์ที่กระตือรือร้นให้กับตราสารอนุพันธ์ป้องกันการผิดนัดชำระหนี้ (credit default swaps) และการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่ซับซ้อน” ในช่วงก่อนวิกฤตการเงินปี 2551
“เราไม่ควรมีการไต่สวนในวันนี้ด้วยซ้ำ” วอร์เรนกล่าว
* วอร์ชถูกตรวจสอบสินทรัพย์มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์
เอกสารเปิดเผยทรัพย์สินของวอร์ชแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งมูลค่ามหาศาล แต่ก็ยังทิ้งคำถามเกี่ยวกับสินทรัพย์บางอย่างไว้โดยไม่มีคำตอบ ซึ่งวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตได้เจาะลึกประเด็นนี้ในระหว่างการไต่สวน
เอกสารของวอร์ชระบุว่า เขาถือครองทรัพย์สินมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานให้กับ สแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์ นักลงทุนชื่อดัง โดยวอร์ชระบุในเอกสารว่า เขาอยู่ภายใต้ข้อตกลงรักษาความลับที่ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าสินทรัพย์เหล่านั้นคืออะไร ซึ่งรายการที่ใหญ่ที่สุดระบุเพียงว่า “Juggernaut Fund”
สำนักงานจริยธรรมของรัฐบาล (OGE) ระบุในความเห็นประกอบเอกสารว่า วอร์ชยังไม่ผ่านเกณฑ์สำหรับสินทรัพย์เหล่านั้น แต่จะถือว่าผ่านเมื่อเขาถอนการลงทุนออก
ขณะที่วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันในคณะกรรมาธิการชุดนี้กล่าวว่า จริง ๆ แล้ววอร์ชปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านจริยธรรมแล้ว โดยวุฒิสมาชิกทิลลิสกล่าวว่า “ผมได้ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่เพื่อให้แน่ใจที่สุดว่าเขามาปรากฏตัวต่อหน้าเราอย่างถูกต้อง เขาจะผ่านเกณฑ์หากเขาดำเนินการตามข้อตกลง”
สำหรับในกรณีนี้ วอร์ชได้ชี้แจงกับวุฒิสมาชิก แจ็ค รีด จากพรรคเดโมแครต ว่า “ท่านวุฒิสมาชิก สิ่งที่ผมเปิดเผยคือข้อมูลทั้งหมดที่ผมมีสิทธิ์เปิดเผยได้ ผมตกลงที่จะถอนการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินเกือบทั้งหมดของผม ซึ่งส่วนใหญ่จะดำเนินการก่อนที่ผมจะชูมือขวาและสาบานตนเข้ารับตำแหน่งต่อหน้าสภาแห่งนี้”
* ข้อมูลชี้ วอร์ชลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีมูลค่ามหาศาล
วอร์ชมีการลงทุนอย่างมากในสกุลเงินดิจิทัล ครอบคลุมหลายสิบบริษัทในพอร์ตโฟลิโอขนาดใหญ่ของเขา โดยเอกสารการตรวจสอบระบุว่า วอร์ชถือครองสกุลเงินดิจิทัลจำนวนมากในระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) แม้จะไม่ชัดเจนถึงขนาดของเงินลงทุนก็ตาม โดยสกุลเงินดิจิทัลที่วอร์ชให้ความสนใจถือครองคือเหรียญ Solana, Lemon Cash และ Flashnet รวมทั้งถือครองกองทุนอื่น ๆ ที่มีการเปิดรับความเสี่ยงในคริปโทฯ
อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบด้านการซื้อขายของเฟดกำหนดไว้ว่า ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่เฟดถือครองสถานะคริปโทฯ จำนวนมาก
* ทอม ทิลลิส ผู้อาจเปลี่ยนหมากบนกระดาน
อุปสรรคใหญ่ที่สุดในการรับรองตำแหน่งของวอร์ชคือ การที่กระทรวงยุติธรรมเดินหน้าสอบสวนโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟด โดยวุฒิสมาชิก ทอม ทิลลิส จากพรรครีพับลิกันกล่าวว่า เขาจะไม่ลงคะแนนให้วอร์ชจนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุดลง โดยจุดยืนของทิลลิสอาจขวางไม่ให้การเสนอชื่อวอร์ชผ่านไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภาเต็มคณะได้ ขณะที่ทั้งทรัมป์และกระทรวงยุติธรรมยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติการสอบสวนดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ในระหว่างการไต่สวนครั้งนี้ ทิลลิสกล่าวว่า ในแง่อื่น ๆ แล้ว เขาสนับสนุนวอร์ชให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนต่อไป
“มายุติการสอบสวนนี้กันเถอะ ผมจะได้สนับสนุนการรับรองตำแหน่งของคุณได้อย่างเต็มที่” ทิลลิสกล่าว
ทั้งนี้ หากทิลลิสลงคะแนนเสียงร่วมกับเดโมแครตทุกคนในคณะกรรมาธิการเพื่อคัดค้านการเสนอชื่อวอร์ช คณะกรรมาธิการจะเกิดภาวะคะแนนเสียงเท่ากันและเกิดภาวะชะงักงันหรือเดดล็อก (dead lock)
… การไต่สวนเพื่อรับรองวอร์ชให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดได้เสร็จสิ้นลงท่ามกลางบรรยากาศที่ค่อนข้างตึงเครียดและไร้ทิศทาง โดยคณะกรรมาธิการจะยังไม่มีการลงคะแนนรับรองการเสนอชื่อวอร์ชในการไต่สวนครั้งนี้ และยังไม่ได้แจ้งว่าจะมีการลงคะแนนเมื่อใด ซึ่งการตัดสินใจเรื่องกำหนดการอาจขึ้นอยู่กับว่าการสอบสวนทางอาญาของกระทรวงยุติธรรมที่มีต่อพาวเวลจะออกมาเป็นเช่นไร ในขณะที่ทรัมป์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวล่าสุดในวันอังคารว่า เขาจะไม่ขอให้ทางกระทรวงยุติการตรวจสอบพาวเวล
หากคณะกรรมาธิการพยายามผลักดันการรับรองวอร์ชให้คืบหน้าในขณะที่การสอบสวนพาวเวลยังคงดำเนินอยู่ วุฒิสมาชิกทิลลิสประกาศว่าจะขวางการเสนอชื่อวอร์ช ดังนั้น คณะกรรมาธิการอาจอยู่ในสภาวะจำเป็นต้องรอคอยจนถึงต้นเดือนพ.ค. หรืออย่างน้อยก็จนกว่าขั้นตอนต่อไปของกระทรวงยุติธรรมจะชัดเจน … ยิ่งไปกว่านั้น วุฒิสภาจะหยุดพักในสัปดาห์วันที่ 4 พ.ค. ซึ่งอาจหมายความว่าการลงคะแนนเสียงรับรองวอร์ชเร็วที่สุดจะเกิดขึ้นในสัปดาห์วันที่ 11 พ.ค. ซึ่งต้องมารอลุ้นกันว่า วอร์ชจะได้รับการรับรองตำแหน่งประธานเฟดได้ทันก่อนที่พาวเวลจะหมดวาระในวันที่ 15 พ.ค.หรือไม่
* ทำความรู้จัก “เควิน วอร์ช” ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่
วอร์ช เกิดเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2513 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และสำเร็จปริญญากฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปัจจุบันเป็นนักวิชาการอยู่ที่สถาบันฮูเวอร์ (Hoover Institution) ซึ่งเป็นคลังสมองสายอนุรักษนิยม ณ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นอกจากนี้ เขายังทำงานเป็นหุ้นส่วนที่บริษัท Duquesne Family Office ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนที่ก่อตั้งโดยสแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์ มหาเศรษฐีและอดีตผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์
วอร์ชใช้เวลาช่วงต้นของอาชีพการทำงานที่ธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) และเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช โดยในปี 2549 บุชได้แต่งตั้งวอร์ชให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะผู้ว่าการเฟด โดยเขาดำรงตำแหน่งจนถึงปี 2554 ช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งนั้นคาบเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2551 ซึ่งเขาได้ช่วยดำเนินการเพื่อตอบสนองนโยบายของเฟดภายใต้การนำของเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดในเวลานั้น
ทรัมป์เคยพิจารณาที่จะแต่งตั้งวอร์ชเป็นประธานเฟดในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2560 แต่ท้ายที่สุดเขาตัดสินใจเลือกแต่งตั้งพาวเวลแทน โดยทรัมป์ได้กล่าวถึงพาวเวลในเวลานั้นว่า เป็น “ผู้สร้างฉันทามติ” และ “เข้าใจในสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้เศรษฐกิจของเราเติบโต”
ด้านชีวิตส่วนตัวนั้น วอร์ชสมรสกับ เจน ลอเดอร์ บุตรสาวของโรนัลด์ ลอเดอร์ ทายาทของบริษัทเอสเต ลอเดอร์ (Estee Lauder) โดยมหาเศรษฐีโรนัลด์ ลอเดอร์ เป็นผู้บริจาครายใหญ่และเป็นผู้สนับสนุนตัวยงของโดนัลด์ ทรัมป์
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 เม.ย. 69)





