ตลาดหุ้นยุโรปปิดพุ่งแรงกว่า 2% รับความหวังข้อตกลงสันติภาพอิหร่าน

ตลาดหุ้นยุโรปปิดพุ่งขึ้นมากกว่า 2% ในวันพุธ (6 พ.ค.) จากการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นในวงกว้าง หลังมีรายงานเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งช่วยหนุนความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงและฉุดราคาน้ำมันลงอย่างมาก ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทที่ออกมาดีกว่าคาดยิ่งเพิ่มแรงหนุนเชิงบวกต่อตลาด

  • ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 623.25 จุด เพิ่มขึ้น 13.53 จุด หรือ +2.22%
  • ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,299.42 จุด เพิ่มขึ้น 237.11 จุด หรือ +2.94%
  • ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,918.69 จุด เพิ่มขึ้น 516.99 จุด หรือ +2.12% และ
  • ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,438.66 จุด เพิ่มขึ้น 219.55 จุด หรือ +2.15%

 

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. โดยตลาดหุ้นหลัก ๆ ในภูมิภาคปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน อาทิ ดัชนีอ้างอิงของตลาดหุ้นอิตาลีพุ่งขึ้น 2.4% และเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2543

อิหร่านระบุว่ากำลังพิจารณาข้อเสนอใหม่จากสหรัฐฯ หลังมีรายงานว่าทั้งสองฝ่ายกำลังใกล้บรรลุการทำบันทึกข้อตกลงความยาวหนึ่งหน้าเพื่อยุติสงครามในอ่าวเปอร์เซีย

ราคาน้ำมันดิบร่วงลงเกือบ 7% ส่งผลให้กลุ่มพลังงานเป็นเพียงกลุ่มเดียวในดัชนี STOXX ที่ปรับตัวลง 2.5% ขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหนุนหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและนันทนาการซึ่งอ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน พุ่งขึ้น 5.8% นำตลาด

นักวิเคราะห์จาก UBS Global Wealth Management กล่าวว่า สัญญาณความคืบหน้าของข้อตกลงดังกล่าวในบางแง่มุมเป็นผลบวกต่อยุโรปมากกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีความอ่อนไหว

เขากล่าวเสริมว่า เมื่อประเด็นอิหร่านผ่านพ้นไป ภาพรวมพื้นฐานของผลประกอบการบริษัทจะดูแข็งแกร่งมาก

ราคาน้ำมันดิบที่ผ่อนคลายลงอาจช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนโดยราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นยุโรปซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม ขณะที่ S&P500 ทำจุดสูงสุดใหม่หลายครั้งนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ตลาดการเงินให้น้ำหนัก 67.6% ที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย. ลดลงจากเกือบ 85% เมื่อวันอังคาร

หุ้นกลุ่มธนาคารและอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 3.8% และ 3.2% ตามลำดับ และเป็นแรงหนุนหลักต่อตลาด

หุ้นกลุ่มกลาโหมพุ่งขึ้น 4.7% โดยหุ้น Leonardo ของอิตาลีพุ่งขึ้น 5% หลังรายงานกำไรไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้น Kongsberg ของนอร์เวย์ทะยานขึ้น 5% เช่นกัน หลังคำสั่งซื้อในไตรมาสดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า

หุ้น Demant พุ่งขึ้น 13.3% ทำสถิติปรับขึ้นรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2551 หลังผู้ผลิตเครื่องช่วยฟังจากเดนมาร์กมียอดขายรายไตรมาสเติบโตสูงกว่าคาด

หุ้น Novo Nordisk ปรับตัวขึ้น 2.5% หลังผู้ผลิตยา Wegovy ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปีและมีกำไรไตรมาสแรกสูงกว่าคาด

หุ้น BMW พุ่งขึ้น 5.4% หลังผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนียังคงคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี แม้ว่ากำไรก่อนหักภาษีรายไตรมาสลดลงอย่างมาก โดยดัชนีหุ้นกลุ่มยานยนต์ปรับตัวขึ้น 4.2%

หุ้น Diageo พุ่งขึ้น 6.4% หลังผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ที่สุดของโลกมียอดขายรายไตรมาสเพิ่มขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ กิจกรรมภาคบริการของยูโรโซนหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปีในเดือนเม.ย. โดยได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่อ่อนแอลงท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลาง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ค. 69)