HILITE: TIDLOR พุ่ง 6.06% ตอบรับกำไร Q1/69 โตแกร่ง สำรองหนี้ลด-คุม NPL อยู่หมัด

TIDLOR พุ่ง 6.06% มาที่ 17.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มูลค่าซื้อขาย 409.43 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.03 น. จากราคาเปิด 17.40 บาท ราคาสูงสุด 17.60 บาท ราคาต่ำสุด 17.30 บาท

บล.พาย ระบุ บมจ.ติดล้อ โฮลดิ้งส์ [TIDLOR] รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/69 แข็งแกร่งที่ 1.6 พันล้านบาท (+35% YoY, +56% QoQ) และคุณภาพสินเชื่อดีขึ้น NPL ratio ลดลงเหลือ 1.47% ทั้งนี้ แม้กำไรสุทธิในไตรมาส 1/69 คิดเป็น 28% ของกำไรทั้งปี 2569 ของเรา ซึ่งมีโอกาสที่ TIDLOR จะมีอัตราการเติบโตของกำไรดีกว่าประมาณการของเราที่คาดว่าจะเติบโต 16% YoY แต่เราคงประมาณการเท่าเดิมเพื่อรอประเมินผลกระทบต่อกำลังซื้อ และคุณภาพสินเชื่อจากความผันผวนของราคาน้ำมัน

ในไตรมาส 1/69 กำไรสุทธิออกมาที่ 1.6 พันล้านบาท (+35% YoY, +56% QoQ) สูงกว่า Bloomberg consensus 18% กำไรเติบโต YoY และ QoQ เนื่องจาก (1) สำรองหนี้ฯ ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (-39% YoY, -52% QoQ) (2) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น YoY แต่ทรงตัว QoQ (3) รายได้ค่าธรรมเนียม เพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล และ (4) ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลง สินเชื่อรวมขยายตัว 0.3% QoQ (+5% YoY) ขยายตัวจากสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันล้อกับจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น และจากช่องทางดิจิทัล

คุณภาพสินเชื่อแข็งแกร่ง หนี้เสียลดลงทำให้ NPL ratio ลดลงที่ 1.47% และ Coverage ratio ทรงตัวระดับสูงที่ 340.5% ส่วน Stage 2 ratio ลดลงที่ 16.3% คุณภาพสินเชื่อที่แข็งแกร่ง เพราะคุณภาพสินทรัพย์ที่ปล่อยใหม่อยู่ในระดับที่ดี การติดตามหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ภายใต้โครงการภาครัฐ ส่งผลให้ Credit Cost ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 171 bps (-125 bps YoY, -191 bps QoQ) NIM เพิ่มขึ้น YoY ที่ 15.9% (+51 bps YoY, -27 bps QoQ) จากทั้งอัตราผลตอบแทนสินเชื่อเพิ่มขึ้น และต้นทุนการเงินลดลง จำนวนสาขาเพิ่มเป็น 1,892 สาขา (+19 สาขา QoQ) สินเชื่อต่อสาขาลดลงเล็กน้อยที่ 58.1 ล้านบาท จาก 58.5 ล้านบาท ในไตรมาส 4/68

กำไรสุทธิในไตรมาส 1/69 คิดเป็น 28% ของกำไรในปี 2569 ของเราที่ 5.7 พันล้านบาท อย่างไรก็ดี เราคงประมาณการกำไรสุทธิเท่าเดิม เนื่องจากมองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลเชิงลบต่อการเติบโตเศรษฐกิจไทย และกำลังซื้อชะลอตัวลง และคุณภาพสินเชื่ออาจอ่อนแอลง ดังนั้น เราคงสมมติฐาน Credit cost ที่ 265 bps อยู่ในกรอบเป้าหมายของบริษัทที่ 250-280 bps

คาดการณ์กำไรสุทธิเติบโต 15%/11% ในปี 69-70 หนุนจาก 1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวล้อกับสินเชื่อ และ 2) รายได้จากเบี้ยประกันวินาศภัยขยายตัว หาก TIDLOR ดูแลคุณภาพสินเชื่อได้ดี ประเมินทุก 10 bps ของ Credit cost ที่ต่ำกว่าสมมติฐานของเราที่ 265 bps ส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิในปี 2569 เพิ่มราว 2%

แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 24 บาท คำนวณด้วยวิธี GGM (ROE 15%, Terminal growth 2%) อิงจาก 1.8x PBV’26E และ 12.2x PE’26E

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 พ.ค. 69)