มองมุมต่าง: “รถไฟ” ชน “รถเมล์” กลางเมือง ถึงเวลาปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไทยหรือยัง?

เหตุการณ์รถไฟพุ่งชนรถเมล์ บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามต่อมาตรฐานความปลอดภัย ระบบควบคุม และประสิทธิภาพการบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐ และกลายเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนสำคัญของปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐวิสาหกิจไทย ที่หลายแห่งเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณ การบริหารจัดการแบบราชการ การตัดสินใจที่ล่าช้า และระบบตรวจสอบที่ไม่ทันต่อความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ถูกหยิบขึ้นมาเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับองค์กรของรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการนำรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งไม่ได้หมายความว่ารัฐจะขายสมบัติชาติทิ้งทั้งหมดอย่างที่หลายคนเข้าใจ

แต่คือการเปิดให้องค์กรใช้กลไกตลาดทุนเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพ เพิ่มความโปร่งใส และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

ในความเป็นจริง รัฐวิสาหกิจจำนวนมากถือครองทรัพยากรระดับมหาศาล ทั้งที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร แต่กลับสร้างผลตอบแทนต่ำเตี้ยเรี่ยดินเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของชาติที่ถือเอาไว้

ส่วนหนึ่งเพราะระบบบริหารยังถูกผูกติดกับกระบวนการราชการที่ซับซ้อน และขาดแรงจูงใจในการแข่งขันอย่างถูกต้อง และบางครั้งถูกแทรกแซงทางการเมืองจนไม่สามารถตัดสินใจเชิงธุรกิจที่ถูกต้องได้อย่างเต็มที่

เมื่อองค์กรไม่มีแรงกดดันด้านประสิทธิภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการลงทุนล่าช้า เทคโนโลยีไม่ทันสมัย บุคลากรอ่อนล้าขาดแรงจูงใจที่ถูกต้อง ระบบซ่อมบำรุงขาดความต่อเนื่อง และมาตรฐานความปลอดภัยอาจไม่ได้ถูกยกระดับเร็วพอ ยิ่งในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชน เช่น ระบบขนส่งมวลชน พลังงาน หรือสาธารณูปโภค ความล่าช้าหรือความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยนั่นอาจหมายถึงความเสียหายมหาศาล

กรณี “รถไฟ ชน รถเมล์” จึงไม่ใช่แค่อุบัติเหตุเฉพาะหน้าที่จะผ่านไป แต่สะท้อนคำถามใหญ่กว่านั้นว่า ระบบบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐมีความคล่องตัวเหมาะสมเพียงพอหรือไม่ มีงบลงทุนด้านความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ และมีแรงจูงใจมากพอในการพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่องหรือไม่

ดังนั้น การนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้นนั้นมีข้อดีสำคัญตรงที่ทำให้องค์กรต้องอยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลของตลาดทุนแบบมืออาชีพ ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ มีการตรวจสอบจากคณะกรรมการ ผู้ถือหุ้น นักลงทุน นักวิเคราะห์ และหน่วยงานกำกับดูแลต่างฯอย่างเข้มข้นมากขึ้น ทุกการตัดสินใจลงทุน ทุกผลประกอบการ และทุกปัญหาที่เกิดขึ้น ล้วนถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งต่างจากองค์กรรัฐแบบเดิมที่หลายครั้งข้อมูลไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะมากนัก

นอกจากนี้ การเข้าตลาดทุนยังช่วยให้รัฐวิสาหกิจสามารถระดมทุนเพื่อขยายกิจการหรือพัฒนาระบบได้โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว เช่น การลงทุนระบบอาณัติสัญญาณ ระบบ AI ควบคุมการเดินรถ ระบบตรวจจับสิ่งกีดขวาง หรือระบบความปลอดภัยอัตโนมัติ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล หากรอเพียงงบประมาณรัฐอาจต้องใช้เวลานานหลายปี

อีกด้านหนึ่ง การแปรรูปยังสร้าง แรงกดดันเชิงประสิทธิภาพ เพราะเมื่อมีผู้ถือหุ้นเอกชนเข้ามา องค์กรจะถูกคาดหวังให้บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และยกระดับคุณภาพบริการ เพื่อให้ผลประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน สิ่งนี้ทำให้หลายรัฐวิสาหกิจที่เข้าตลาดหุ้นแล้วมีการพัฒนาอย่างชัดเจน ทั้งในด้านกำไร มาตรฐานการบริการ และความสามารถแข่งขันในระดับสากล

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บมจ.ปตท [PTT] , บมจ.ท่าอากาศยานไทย [AOT] ที่หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว สามารถขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล กลายเป็นองค์กรระดับภูมิภาคที่สร้างรายได้ให้รัฐจำนวนมาก ทั้งในรูปเงินปันผลและภาษี

ขณะเดียวกันก็ยังอยู่ภายใต้การถือหุ้นหลักของภาครัฐ ไม่ได้หลุดจากการควบคุมของประเทศอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

ในทางเศรษฐกิจมหภาค การแปรรูปรัฐวิสาหกิจยังช่วยลดภาระหนี้สาธารณะ เพราะรัฐไม่จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนการลงทุนทั้งหมดเอง สามารถนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นบางส่วนไปใช้พัฒนาด้านอื่น เช่น การศึกษา สาธารณสุข หรือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆได้

ในขณะเดียวกันตลาดทุนไทยก็จะมีบริษัทขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพเข้ามาเพิ่ม ช่วยดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

แน่นอนว่า การแปรรูปไม่ใช่ “ยาวิเศษ” ที่จะแก้ทุกปัญหาได้ทันที และไม่ใช่ทุกองค์กรที่ควรแปรรูปทั้งหมด เพราะบางกิจการเกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่รัฐยังต้องมีบทบาทหลัก แต่สิ่งสำคัญคือการหาสมดุลระหว่าง “ประสิทธิภาพแบบเอกชน” กับ “ภารกิจเพื่อสาธารณะของรัฐ”

หากออกแบบโครงสร้างที่เหมาะสม รัฐยังสามารถถือหุ้นใหญ่ ควบคุมทิศทางเชิงนโยบาย และคุ้มครองผลประโยชน์ประชาชนได้ ขณะเดียวกันก็เปิดให้องค์กรมีความคล่องตัว มีธรรมาภิบาล และมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

เหตุการณ์ “รถไฟ ชน รถเมล์” อาจเป็นเพียงข่าวอุบัติเหตุหนึ่งวัน แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ประเทศไทยจะยังยอมให้ระบบสาธารณูปโภคสำคัญถูกจำกัดด้วยโครงสร้างการบริหารแบบเดิมๆ ต่อไปหรือไม่

เพราะในโลกที่เทคโนโลยีและความคาดหวังของประชาชนเปลี่ยนเร็ว ความล่าช้าในการปฏิรูป อาจมีต้นทุนสูงกว่าที่สังคมคิด และบางครั้งต้นทุนนั้นอาจไม่ได้วัดเป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่วัดเป็นความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศด้วย

ธิติ ภัทรยลรดี

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)

ข่าวล่าสุด