
ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 5 พันล้านบาทและไถ่ถอนภายใน 7 ปีของ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ [TPIPP] ที่ระดับ “BBB” โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้สำหรับโครงการ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Investment) เป็นหลัก ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัทที่ระดับ “BBB” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “BBB” ด้วยแนวโน้มอันดับ เครดิต “Stable” (คงที่) ด้วยเช่นกัน
ทริสเรทติ้งยังคงประเมินให้อันดับเครดิตเฉพาะองค์กร (Stand-alone Credit Profile — SACP) ของบริษัทอยู่ที่ระดับ “a-” ต่อไป ทั้งนี้ อันดับเครดิตองค์กรของบริษัทถูกจำกัดอยู่ที่ระดับเดียวกับอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทแม่คือ บมจ. ทีพีไอ โพลีน [TPIPL] (อันดับเครดิต “BBB/Stable”) ซึ่งสะท้อนการที่ทริสเรทติ้งประเมินสถานะของบริษัทว่าเป็น “บริษัทย่อยหลัก” (Core Subsidiary) ของ TPIPL
อันดับเครดิตเฉพาะองค์กรของบริษัทสะท้อนถึงการสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงจากโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ของบริษัทโดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreements — PPA) ระยะยาวกับผู้ซื้อไฟฟ้าที่เชื่อถือได้และการมีต้นทุนเชื้อเพลิงที่แข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนเพื่อลดต้นทุนและขยายกิจการก็ลดทอนข้อได้เปรียบดังกล่าวลงบางส่วน
ทริสเรทติ้งคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะอ่อนตัวลงในปี 2569 จากการสิ้นสุดอายุของส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ของโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งในปัจจุบัน แต่จะปรับตัวดีขึhนตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไปเนื่องจากมาตรการประหยัดต้นทุนปรากฏผลอย่างเต็มที่และ โครงการโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานขยะเริ่มสร้างรายได้ ซึ่งจะส่งผลให้ EBITDA ต่อปีมีแนวโน้มที่จะยังคงต่ำกว่า 4 พันล้านบาทในปี 2569 ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.6 พันล้านบาทในปี 2571 ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA คาดว่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงในปีนี้และจะลดลงจนต่ำกว่า 5 เท่าเล็กน้อยในปี 2571 เมื่อเทียบกับ 7.9 เท่า (ปรับเป็นอัตราส่วนเต็มปีด้วยตัวเลข 12 เดือนย้อนหลัง) ณ เดือนมีนาคม 2569
ทริสเรทติ้งประเมินว่าบริษัทจะมีสภาพคล่องที่เพียงพอ โดยบริษัทมีหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในระยะ 12 เดือนข้างหน้าจำนวนรวม 3 พันล้านบาทนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป ในขณะที่มีเงินสดและเงินลงทุนในตราสารหนี้รวมกันทั้งสิ้น 3.3 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งก็คาดว่าบริษัทจะออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพิ่มเติมเพื่อใช้สนับสนุนการลงทุนและเสริมสภาพคล่องเนื่องจากบริษัทพึ่งพา การระดมทุนจากตลาดตราสารหนี้เป็นหลัก
แนวโน้มอันดับเครดิต แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” (คงที่) สะท้อนถึงแนวโน้มอันดับเครดิตของ TPIPL และการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังมี สถานะเป็น “บริษัทย่อยหลัก” ของ TPIPL ต่อไป
ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง จากการที่ทริสเรทติ้งประเมินสถานะกลุ่มของบริษัทว่ามีฐานะเป็น “บริษัทย่อยหลัก” ของ TPIPL ดังนั้น อันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับ เครดิตของบริษัทจึงเป็นไปตามอันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตของ TPIPL การปรับเพิ่มอันดับเครดิตเฉพาะองค์กรของบริษัทมีค่อนข้างจำกัดแต่ก็อาจเกิดขึ้นได้หากสถานะทางการเงินของบริษัทปรับตัวดีขึ้นโดยมี อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ในระดับต่ำกว่า 5 เท่าอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน ทริสเรทติ้งอาจปรับลดอันดับเครดิตเฉพาะ องค์กรของบริษัทลงหากตัวชี้วัดด้านเครดิตต่าง ๆ ของบริษัทอ่อนแอลงจนส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ในระดับเกิน กว่า 8 เท่าอย่างต่อเนื่องซึ่งอาจเกิดจากประโยชน์ที่ได้รับจากมาตรการในการลดต้นทุนที่ต่ำกว่าคาดหรือบริษัทมีการลงทุนเพิ่มขึ้นจากการ ยืม เป็นต้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)





