พรรคส้ม ยื่น 2 ร่างแก้ไขรธน. เพิ่มหมวด 15/1 วอนทุกฝ่ายเปิดใจ อย่ารีบปิดประตูตั้งแต่วาระแรก

พรรคประชาชน (ปชน.) ยื่น 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1 เรื่องกลไกจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ยืนยัน 3 หลักการ “ประชาชนมีส่วนร่วม-ป้องกันผูกขาด-ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษ สว.” มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ย้ำพร้อมลงชื่อให้ร่างของพรรคการเมืองอื่นที่ต้องการเสียงเพิ่ม และมีหลักการสอดคล้องกัน

 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่อง กลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่รัฐสภา โดยมีทั้งหมด 2 ฉบับ พร้อมระบุว่า เนื่องจากอุปสรรคที่เราเผชิญ คือ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่เห็นว่าไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย และได้สร้างข้อจำกัดเกี่ยวกับการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง

ดังนั้น เพื่อฝ่าฟันและรับมือกับอุปสรรคดังกล่าว สส. พรรคประชาชน จะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 รวมกันทั้งหมด 2 ร่าง เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 1 จะมีการบรรจุอย่างน้อย 1 ร่างที่ตอบโจทย์ 3 หลักการที่เราได้วางไว้

โดยร่างของพรรคประชาชน ทั้ง 2 ร่าง จะสอดคล้องกับ 3 หลักการ ได้แก่

1. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

2. ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

3. ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

โดยทั้ง 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาที่เหมือนกันในแทบทุกประเด็น ยกเว้นเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส.ร. กล่าวคือ ปลายทางของทั้ง 2 ร่าง เราจะมี ส.ส.ร. ทั้งหมด 150 คน แต่กระบวนการการเลือกตั้งมีความแตกต่างกัน ดังนี้

– ร่างที่ 1 ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต ส.ส.ร. ทั้งหมด 150 คน โดยแคนดิเดต ส.ส.ร. 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่ และแคนดิเดต ส.ส.ร. 50 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นเสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ

เมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต ส.ส.ร. 150 คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะมีการส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณารับรอง โดยต้องเป็นการรับรองทั้งคณะ คือถ้ารับรอง ต้องรับรองทั้ง 150 คน ไม่สามารถแยกพิจารณารายบุคคลได้ – หากรัฐสภารับรอง 150 คนนั้น จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ส.ส.ร. แต่หากรัฐสภาไม่รับรอง จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

– ร่างที่ 2 ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต ส.ส.ร. ทั้งหมด 300 คน แบ่งเป็นแคนดิเดต ส.ส.ร. 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่ และแคนดิเดต ส.ส.ร. 100 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นเสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ

ทั้งนี้ เมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต ส.ส.ร. 300 คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะมีการส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกเหลือ 150 คน หลักการการคัดเลือก จะใช้เกณฑ์การลงคะแนนที่ป้องกันการผูกขาด และกำหนดให้เป็นการลงมติลับเพื่อคงความเป็นอิสระของ ส.ส.ร. ในการปฏิบัติหน้าที่

โดยวิธีการคัดเลือกคือเมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต ส.ส.ร. 300 คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะแยกการคัดเลือกเป็น 2 สาย

– สาย 1 เป็นการคัดเลือกแคนดิเดต ส.ส.ร. แบบแบ่งเขต 200 คน เหลือ 100 คน

– สาย 2 เป็นการคัดเลือกแคนดิเดต ส.ส.ร. แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน เหลือ 50 คน

 

สำหรับการคัดเลือกในแต่ละสาย คือ

– รอบที่ 1 สมาชิกรัฐสภาลงมติ โดยเลือกได้ 1 คนจากบรรดาแคนดิเดต ส.ส.ร. ในสายดังกล่าว แคนดิเดต ส.ส.ร. คนใดที่ได้คะแนนไม่น้อยกว่าเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำหรือเกณฑ์คะแนนพึงมี (7 คะแนน สำหรับสาย 1 และ 14 คะแนนสำหรับ สาย 2) จะถือว่าได้รับคัดเลือกเป็น ส.ส.ร.

– รอบที่ 2 หากยังมีตำแหน่งที่ว่าง สมาชิกรัฐสภาลงมติ โดยเลือกได้ 1 คนจากบรรดาแคนดิเดต ส.ส.ร. ในสายดังกล่าว ที่ยังไม่ได้ถูกคัดเลือกในรอบ 1 แคนดิเดต ส.ส.ร. คนใดที่ได้คะแนนสูงสุดตามลำดับ และไม่น้อยกว่าเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำหรือเกณฑ์คะแนนพึงมี (7 คะแนน สำหรับสาย 1 และ 14 คะแนนสำหรับ สาย 2) จะถูกคัดเลือกเป็น ส.ส.ร. เรียงตามลำดับ จนครบตำแหน่ง

ทั้งนี้ หากรอบ 2 ยังได้ ส.ส.ร. ไม่ครบตำแหน่ง ให้ดำเนินการรอบถัด ๆ ไปด้วยหลักการเดียวกัน จนครบตำแหน่ง

 

ส่วนประเด็นที่เหมือนกันระหว่าง 2 ร่าง ประกอบด้วย 5 ข้อต่อไปนี้

1. ส.ส.ร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการมาช่วยปฏิบัติหน้าที่ได้ โดย ส.ส.ร. ต้องตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เกิน 45 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร. ไม่น้อยกว่า 50% โดยอีก 50% อาจเป็นคนนอกที่ ส.ส.ร. คัดเลือกเข้ามา เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้มีประสบการณ์-ภาคประชาชน ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มาช่วยงาน กมธ. ยกร่าง ได้ นอกจากนี้ ส.ส.ร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการอื่นได้ ตามที่ ส.ส.ร. เห็นว่าเหมาะสม (เช่น คณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน) ซึ่งจะประกอบด้วย ส.ส.ร. หรือคนนอกกี่คนก็ได้

2. ส.ส.ร. มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ตราบใดที่ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ ตามที่บัญญัติไว้อยู่แล้วในรัฐธรรมนูญมาตรา 255

3. ส.ส.ร. มีกรอบเวลาไม่เกิน 360 วันในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

4. ส.ส.ร. สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภาฯ หรือจากการที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลง

5. เมื่อ ส.ส.ร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ ส.ส.ร. จะต้องส่งร่างดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมติเห็นชอบจากรัฐสภา จะต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา โดยหากรัฐสภาเห็นชอบ ร่างดังกล่าวจะถูกส่งไปถามประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้ สส.พรรคประชาชน ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 2 ร่าง เข้าสู่รัฐสภา ทั้งนี้ สส.ของพรรคฯ พร้อมลงชื่อให้กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคการเมืองอื่น หรือสมาชิกรัฐสภาส่วนอื่น ที่ต้องการเสียงเพิ่ม เพื่อให้เพียงพอต่อการเสนอร่าง ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรค นั่นคือประชาชนมีส่วนร่วม ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.

“กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ควรมีการเปิดกว้างมากที่สุด ขอให้รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย รวมถึงประธานรัฐสภา เปิดกว้างกับการบรรจุ และการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฉบับ นำทุกร่างเข้าสู่การพิจารณาพร้อมกัน และขอเรียกร้องถึงทุกพรรคการเมือง รวมถึง สว. ให้รับหลักการทุกร่าง ไม่ควรปิดประตูร่างใดตั้งแต่วาระที่หนึ่ง เพราะยังมีขั้นตอนในวาระที่ 2 ที่สามารถถกเถียงแลกเปลี่ยนกันได้ว่าอะไรเป็นกระบวนการที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นายณัฐพงษ์ กล่าว

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ค. 69)