มองมุมต่าง: หุ้นไทยขึ้น = ปั่น หุ้นตปท.ขึ้น = อนาคต ความเหมือนที่แตกต่าง

หุ้นไทยขึ้นแรง ก็มักมีคนบอกว่า “ปั่น” แต่ถ้าหุ้นต่างประเทศขึ้นแรง โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ หุ้นเทคโนโลยี หรือหุ้นธีมใหญ่ของโลก คำอธิบายที่มักได้ยินกลับเป็นอีกแบบทันที

  • “หุ้นดี”
  • “ธุรกิจโต”
  • “มีอนาคต”
  • “เป็นเมกะเทรนด์”
  • “ตลาดให้พรีเมียมกับการเติบโต”

สิ่งนี้กลายเป็น ความย้อนแย้งที่น่าสนใจมากของนักลงทุนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะพฤติกรรมราคาหุ้นอาจไม่ได้ต่างกันมาก แต่มันต่างกันตรงที่ วิธีคิด หรือวิธีที่คนตีความ กับราคาหุ้นเหล่านั้น

ทั้งที่หุ้นขึ้นแรงเหมือนกัน แต่ตลาดหนึ่งถูกมองว่าเป็นการสร้างมูลค่า อีกตลาดหนึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการสร้างราคา

หุ้นต่างประเทศบางตัวขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่กี่ปี นักลงทุนจำนวนมากพร้อมอธิบายด้วยคำว่า AI, Cloud, Semiconductor, EV, Platform, Global Growth หรือ Network Effect

แต่ถ้าหุ้นไทยบางตัวขึ้นแรงในเวลาใกล้เคียงกัน คำถามแรกที่มักเกิดขึ้นไม่ใช่ คำถามว่า ธุรกิจดีขึ้นจริงไหม แต่กลับเป็น “ใครลาก” “ใครปั่น” หรือ “เจ้ามือเตรียมจะทุบเมื่อไร” ฯลฯ

สิ่งนี้สะท้อนปัญหาใหญ่กว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมา เพราะมันคือปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น

คนที่เข้าใจตลาดหุ้นจริงๆ จะรู้ว่า ตลาดหุ้นไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย สภาพคล่อง รวมถึงความเชื่อของนักลงทุนที่มีต่ออนาคตด้วย

หุ้นที่ตลาดเชื่อว่าจะเติบโตได้ยาวไกล หรือมีสภาพคล่องสูง มักได้รับการยอมรับให้มีมูลค่าสูงกว่าหุ้นที่ตลาดไม่มั่นใจ แม้ว่ากำไรปัจจุบันอาจยังไม่สูงมากก็ตาม

ทั้งหมดนี้ เป็น เหตุผลว่าทำไมหุ้นเทคโนโลยีในต่างประเทศจำนวนมากจึงซื้อขายกันที่มูลค่าสูงมาก เพราะนักลงทุนไม่ได้ซื้อแค่กำไรวันนี้ แต่ซื้อภาพอนาคต ซื้อความสามารถในการขยายตลาด ซื้อโอกาสที่จะกลายเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรมใหม่

แต่สำหรับหุ้นไทย ภาพจำของนักลงทุนจำนวนไม่น้อยกลับต่างออกไป หุ้นไทยถูกมองผ่านเลนส์ของความระแวงมากกว่าความคาดหวัง หลายคนเคยเจอหุ้นที่ขึ้นแรงแล้วลงแรง เคยเห็นข่าวการปั่นหุ้น เคยเห็นผู้บริหารบางรายสร้างความเสียหายให้ผู้ถือหุ้น เคยเห็นหุ้นบางตัวมีสตอรี่สวยงามแต่สุดท้ายผลประกอบการไม่ตามมา

เมื่อประสบการณ์แบบนี้เกิดซ้ำๆความเชื่อของนักลงทุนจึงค่อย ๆ เปลี่ยน จากเดิมที่อาจเปิดใจมองการเติบโต กลายเป็นตั้งกำแพงไว้ก่อนว่าหุ้นที่ขึ้นแรงอาจไม่ปกติ

ดังนั้น การที่คนจำนวนมากมองหุ้นไทยขึ้นแรงว่า “ปั่น” จึงไม่ได้เกิดจากอคติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์ที่ถูกสะสมของการได้ยินซ้ำๆโดยไม่มีข้อมูลซัพพอร์ต

ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทที่ดี มีธุรกิจที่แข็งแรง มีผู้บริหารที่มีคุณภาพ และมีหุ้นที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวได้จริง แต่ปัญหาคือภาพรวมของตลาดในสายตานักลงทุนจำนวนมากยังถูกกดทับด้วยเรื่องความโปร่งใส สภาพคล่อง ธรรมาภิบาล และความสามารถในการเติบโต

เมื่อหุ้นต่างประเทศขึ้นแรง นักลงทุนมักมองก่อนว่า โลกกำลังเปลี่ยน แต่เมื่อหุ้นไทยขึ้นแรง นักลงทุนจำนวนมากมองก่อนว่า มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

นี่คือความต่างที่สำคัญมาก ระหว่าง โลกของตลาดหุ้นทั้งสองแห่ง

ปัญหาของหุ้นไทยในวันนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ว่าเศรษฐกิจโตช้า หรือกำไรบริษัทจดทะเบียนไม่หวือหวาเท่านั้น แต่คือปัญหาว่า ธุรกิจที่จะนำพาให้หุ้นขึ้น ยังไม่ดีพอ ที่ต่างชาติจะยอมเสี่ยงขนเงินเข้ามาลงทุนระยะยาว ประกอบกับโครงสร้างธุรกิจหลักของประเทศ ยังเป็นธุรกิจโลกเก่า และเน้นการผูกขาดธุรกิจในประเทศเป็นหลัก ซึ่งหุ้นเหล่านี้ Fund Flow เริ่มที่จะถอยห่างและลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังโควิดจบลง

เพราะตลาดหุ้นในยุคนี้ ไม่ได้ต้องการแค่บริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่ดีมีกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินธุรกิจที่สามารถสนับสนุนสิ่งที่เป็น Demand ในอนาคต

ในต่างประเทศ หุ้นขึ้นแรงไม่ได้แปลว่าไม่มีฟองสบู่ ไม่มีการเก็งกำไร หรือไม่มีความเสี่ยง หลายครั้งหุ้นต่างประเทศก็แพงเกินจริง หลายบริษัทก็ถูกเล่าเรื่องอนาคตเกินพื้นฐาน หลายธีมก็เคยร้อนแรงแล้วจบลงด้วยความเสียหาย

แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดเหล่านั้นยังได้รับความเชื่อมั่น คือขนาดตลาด สภาพคล่อง คุณภาพของบริษัทระดับโลก ความเข้มแข็งของกฎเกณฑ์ และความสามารถของธุรกิจในการเติบโตข้ามประเทศ

– ทำไมยอมรับหุ้นแพงต่างประเทศ

เป็นที่ทราบกันดีว่า นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ จึงยอมให้พรีเมียมกับหุ้นต่างประเทศมากกว่า หุ้นไทย เม้รู้ว่าความเสี่ยงมีอยู่จริง แต่ยังมีโอกาสเติบโตที่ใหญ่พอให้เสี่ยง

นอกจากนี้ หุ้นไทยจำนวนมากเติบโตในตลาดที่จำกัดกว่า และเศรษฐกิจไทยก็โตช้ากว่า ประชากรเริ่มแก่ลง การแข่งขันสูงขึ้น และหลายอุตสาหกรรมมีเพดานการเติบโตที่ชัดเจนกว่า เมื่อภาพใหญ่ในประเทศไม่แข็งแรง นักลงทุนจึงไม่อยากให้มูลค่าสูงกับหุ้นไทยง่าย ๆ

กลับมาประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การเถียงว่า หุ้นไทยขึ้นแรง คือปั่นทั้งหมด หรือหุ้นต่างประเทศขึ้นแรงคือดีทั้งหมด เพราะทั้งสองประโยคนี้ล้วนง่ายเกินไป

หุ้นไทยบางตัวขึ้นแรงเพราะพื้นฐานเปลี่ยนจริง และหุ้นต่างประเทศบางตัวขึ้นแรงเพราะความคาดหวังเกินจริงก็มี

สิ่งที่นักลงทุนควรถามจึงไม่ใช่ หุ้นนี้ขึ้นแรงเกินไปไหม เพียงอย่างเดียว แต่ควรถามว่า สิ่งที่ทำให้ราคาขึ้นนั้นมีพื้นฐานรองรับหรือไม่

ถ้าราคาขึ้นเพราะกำไรโต คุณภาพธุรกิจดีขึ้น กระแสเงินสดแข็งแรง ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น หรือมีโอกาสเติบโตใหม่ที่พิสูจน์ได้ นั่นคือการเพิ่มมูลค่า

แต่ถ้าราคาขึ้นโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน มีเพียงข่าวลือ วอลุ่มผิดปกติ หรือเรื่องเล่าที่ไม่เคยกลายเป็นผลประกอบการ นั่นอาจเป็นเพียงการปั่นราคา

ความแตกต่างระหว่าง “เพิ่มมูลค่า” กับ “เพิ่มราคา” คือหัวใจของการลงทุน

นักลงทุนที่มองแค่ราคาหุ้นขึ้นลงจะติดอยู่กับอารมณ์ของตลาด แต่คนที่เข้าใจมูลค่าจะมองลึกกว่านั้นว่า ธุรกิจกำลังสร้างผลตอบแทนจริงหรือไม่

ในระยะสั้น ราคาหุ้นอาจวิ่งนำพื้นฐานได้เสมอ ทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ แต่ในระยะยาว ราคาหุ้นมักหนีความจริงของธุรกิจไปได้ไม่ไกล หากบริษัทสร้างกำไรและกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มูลค่าก็มีโอกาสตามขึ้นไป แต่ถ้าธุรกิจไม่มีอะไรจริง ราคาที่ถูกดันขึ้นมาก็มีโอกาสกลับลงมาในที่สุด

ดังนั้น แทนที่จะมองหุ้นไทยด้วยความสิ้นหวัง หรือมองหุ้นต่างประเทศด้วยความหลงใหลเกินไป นักลงทุนควรมองทุกตลาดด้วยมาตรฐานเดียวกัน

หุ้นขึ้นแรง ไม่ควรถูกสรุปทันทีว่า “ปั่น”

และหุ้นต่างประเทศขึ้นแรง ก็ไม่ควรถูกสรุปทันทีว่า “ดี”

คำถามที่ดีกว่าคือ ราคาที่ขึ้นนั้นสะท้อนอะไร สะท้อนกำไร สะท้อนอนาคต สะท้อนความสามารถในการแข่งขัน หรือสะท้อนเพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น

ตลาดหุ้นไทยจะกลับมาน่าสนใจได้ ไม่ใช่เพราะทุกคนเลิกวิจารณ์ แต่เพราะบริษัทจดทะเบียนต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าการเติบโตมีอยู่จริง กำไรมีคุณภาพจริง ผู้บริหารให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นจริง และระบบตลาดมีความยุติธรรมพอให้คนอยากกลับมาเชื่ออีกครั้ง

ความเชื่อมั่นไม่ได้สร้างจากคำพูด แต่สร้างจากผลลัพธ์ที่เกิดซ้ำ

ถ้าหุ้นไทยมีบริษัทที่เติบโตดีขึ้นต่อเนื่อง มีธรรมาภิบาลดีขึ้น มีการสื่อสารกับนักลงทุนดีขึ้น และให้ผลตอบแทนที่จับต้องได้มากขึ้น มุมมองของนักลงทุนก็จะค่อย ๆ เปลี่ยน

วันหนึ่ง หุ้นไทยที่ขึ้นแรงอาจไม่ถูกตัดสินทันทีว่า “ปั่น” แต่ถูกถามอย่างมีเหตุผลมากขึ้นว่า “พื้นฐานเปลี่ยนจริงหรือไม่”

และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญกว่าแค่ดัชนีขึ้นหรือลง

เพราะปัญหาของตลาดหุ้นไทยวันนี้ อาจไม่ใช่แค่ราคาหุ้นไม่ขึ้น

แต่คือวันที่หุ้นขึ้นแล้ว คนยังไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

อีกมุมหนึ่งที่สำคัญมาก และมักไม่ค่อยถูกพูดถึงตรง ๆ คือ อคติจากการตกรถ ของนักลงทุนเอง

ในความเป็นจริง เวลาหุ้นตัวหนึ่งขึ้นแรง คนที่ได้กำไรมักมองว่าเป็น การเติบโต แต่คนที่ไม่มีหุ้น หรือขายหมูไปก่อน มักมีแนวโน้มจะมองต่างออกไปทันที

นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์มากกว่าธรรมชาติของตลาด

เพราะเมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นต่อหน้าต่อตา แต่เราไม่มีส่วนร่วม ความรู้สึกเสียดายมักเปลี่ยนเป็นการหาเหตุผลมาปลอบตัวเอง เช่น

  • “เดี๋ยวก็ลง”
  • “ขึ้นไม่มีเหตุผล”
  • “ปั่นแน่”
  • “พื้นฐานไม่รองรับ”
  • “รายใหญ่ลาก”

คำอธิบายเหล่านี้บางครั้งอาจถูกต้อง แต่บางครั้งก็อาจเป็นเพียงกลไกทางจิตวิทยาที่ช่วยลดความรู้สึกว่าตัวเองพลาดโอกาส

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Emotional Bias หรืออคติจากอารมณ์ในการลงทุน

นักลงทุนจำนวนมากไม่ได้วิเคราะห์หุ้นจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่กำลังวิเคราะห์ผ่าน สถานะของตัวเองด้วย

ถ้ามีหุ้นอยู่ในพอร์ต หุ้นขึ้นแรงจะถูกมองว่า ตลาดเริ่มเห็นคุณค่า

แต่ถ้าไม่มีหุ้น หุ้นเดียวกันอาจถูกมองว่า ราคาวิ่งเกินจริง

ยิ่งในตลาดหุ้นไทยที่สภาพคล่องไม่ได้ใหญ่เท่าตลาดโลก หุ้นหลายตัวสามารถปรับขึ้นแรงในระยะสั้นได้ง่ายกว่า อารมณ์ FOMO (Fear of Missing Out) และความรู้สึกตกรถจึงยิ่งรุนแรง

หุ้นขึ้น = ปั่น

หุ้นลง = ของจริง

หุ้นที่เราไม่มี = แพงเกินไป

หุ้นที่เราถือ = ยังมีอนาคต

ทั้งที่ในความจริง ตลาดไม่ได้สนใจว่าใครตกรถหรือใครถือหุ้นอยู่ ราคาหุ้นจะสะท้อนทั้งความจริง ความคาดหวัง สภาพคล่อง และอารมณ์ของคนในตลาดผสมกันเสมอ

ดังนั้น เวลามองหุ้นที่ขึ้นแรง นักลงทุนอาจต้องแยกให้ออกก่อนว่า สิ่งที่ตัวเองรู้สึกนั้นเกิดจาก การวิเคราะห์หรือเกิดจาก ความเสียดายที่ไม่มีหุ้น

เพราะบางครั้ง อคติที่อันตรายที่สุดในการลงทุน ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีเกินไป

แต่คือการปฏิเสธทุกการเติบโต เพียงเพราะเราไม่ได้อยู่บนขบวนรถไฟขบวนนั้นตั้งแต่แรก

ธิติ ภัทรยลรดี

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ค. 69)