
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เดินหน้าปราบปรามขบวนการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลอย่างเข้มข้น จนสามารถขยายผลจากคดีลักใช้ไฟฟ้าไปสู่การตรวจสอบเครือข่ายทุนสีเทาข้ามชาติที่มีความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การฟอกเงิน และการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินผิดกฎหมายในระดับนานาชาติ
ในรอบปี 2568 กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สามารถทลายเครือข่ายลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลรายใหญ่ได้รวม 3 เครือข่าย ตรวจยึดเครื่องขุดเงินสกุลดิจิทัลกว่า 6,390 เครื่อง และตรวจพบความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาครวมกว่า 953 ล้านบาท นับเป็นหนึ่งในคดีลักลอบใช้สาธารณูปโภคของรัฐที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผลการสืบสวนยังพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายที่มีพฤติการณ์ให้ความช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มผู้กระทำผิด ทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนคดีที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วจำนวน 2 คดี ครอบคลุมเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ารวม 7 ราย เจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย 1 ราย
นอกจากนี้ การขยายผลจากเครือข่ายเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลยังนำไปสู่การตรวจสอบกลุ่มทุนชาวจีนที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการเครือข่ายทางการเงินขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยพบข้อมูลและพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงการฟอกเงินจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาทิ ขบวนการหลอกลวงทางโทรศัพท์ (Call Center Scam) และเครือข่ายการพนันออนไลน์ข้ามชาติ
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าบัญชีธนาคารและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวทางการเงินในปริมาณสูงผิดปกติ โดยมีการใช้บุคคลสัญชาติเมียนมาถอนเงินสดจากสถาบันการเงินภายในประเทศวันละประมาณ 30 – 50 ล้านบาท และมีธุรกรรมทางการเงินหมุนเวียนรวมกันไม่น้อยกว่าปีละ 10,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างทางการเงินขององค์กรอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนและมีศักยภาพในการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินจำนวนมหาศาลขณะเดียวกัน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังได้รับข้อมูลจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งปรากฏว่านายหวัง หยี่เฉิง หนึ่งในบุคคลสำคัญของเครือข่ายดังกล่าว เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฉ้อโกงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดใหญ่ โดย U.S. Secret Service ได้ตรวจยึดสินทรัพย์ดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับบุคคลดังกล่าวมูลค่ากว่า 17.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 620 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสียหายรวมกว่า 2,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่ายดังกล่าวแล้วจำนวน 8 ราย ประกอบด้วยกลุ่มนายทุนชาวจีน 4 ราย และทีมงานชาวเมียนมา 4 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติหมายจับเพิ่มเติมอีก 7 ราย รวมทั้งได้เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้วอีก 5 ราย โดยจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ประเมินว่า ปัญหาการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลมิได้เป็นเพียงการลักทรัพย์หรือการหลีกเลี่ยงค่าไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติใช้ในการสร้างรายได้ ฟอกเงิน และขับเคลื่อนเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศในวงกว้าง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มิ.ย. 69)





