บลจ. กสิกรไทย (KAsset) จับมือพันธมิตรการลงทุนระดับโลก J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) โชว์ผลงานความสำเร็จของ K-WealthPLUS Series ด้วย AUM รวมกว่า 100,000 ล้านบาท พร้อมต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ มุ่งยกระดับการพัฒนา Lifetime Investment Solutions เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ตลอดทุกช่วงชีวิต มองหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีปัจจัยบวกจากภาคท่องเที่ยวกลับมา Fund Flow ยังไหลเข้าต่อเนื่อง ให้กรอบ SET ไว้ 1,550-1,700 จุด เน้นหุ้นปันผลดี
นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า กองทุนในกลุ่ม K-WealthPLUS Series ได้ตอกย้ำบทบาทของการเป็นพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ได้อย่างโดดเด่น สะท้อนถึงความมีเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุนที่ช่วยลดความผันผวนและไม่แกว่งตัวตามสภาวะตลาดโลกในลักษณะที่รุนแรง โดยผลตอบแทนของ Core Portfolio ของ K-WealthPlus มีผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 69 ที่ 12-13% สะท้อนให้เห็นว่าพอร์ตสามารถบริหารจัดการในการลงทุน และรักษาความต่อเนื่องของการแร้างผลตปบแทนได้ดี แม้ในช่วงที่ตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูง
โดยนี้บลจ.กสิกรไทย ยังคงแนะนำเป็น Core Portfolio ซึ่งมองเป็นทางรอดให้กับนักลงทุน เพราะไม่ต้องการให้ลูกค้าต้องกังวลกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มองว่าน่าจะยืดเยื้อไม่จบง่าย และยังมีความไม่แน่นอน ซึ่ง Core Portfolio มีการกระจายลงทุนที่หลากหลายสินทรัพย์ ทำให้นักลงทุนสามารถมั่นใจกับการบริหารจัดการพอร์ตจากการที่มี Core Portfilo ที่กระจายสินทรัพย์ที่หลากหลาย ทำให้ยังมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้ท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอน
“สิ่งที่เราต้องทำในช่วงที่สถาการณ์มีความผันผวน คือ การที่ยังทำให้นักลงทุน Stay Invest พร้อมกับกระจายความเสี่ยงไปพร้อมๆกัน ใน Martlet Timing ที่ยังไม่กลับมา 100% ทำให้เราสร้าง Core Portfilo ขึ้นมา และเป็นจุดเริ่มต้นที่ร่วมทำงานกับทาง JP Morgan” นายวิน กล่าว
นอกจากการสร้างความมั่งคั่งในช่วงระหว่างการทำงานและช่วงก่อนการเกษียณแล้ว บลจ.ยังคงให้ความสำคัญไปที่การวางแผนการลงทุนเพื่อการเกษียณ ผ่าน Life Path ที่เป็นการปรับลดความเสี่ยงอัตโนมัติเมื่อมีอายุมากขึ้น เพื่อเป็นการบริหารจัดการ Longivity risk ซึ่งสามารถยืดอายุการใช้เงินหลังเกษียณเพิ่มเติมได้อีก เพราะหลังจากเกษียณแล้วแทบทุกคนถอนเงินลงทุนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Povident Fund) ไปใช้หรือฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ แต่ Life Path จะช่วยให้เป็นการสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นหลังจากเกษียณได้เพิ่มเติม และยืดระยะเวลาการใช้เงินได้อีกราว 10 ปี
“วันนี้เป้าหมายเรา คือ หลังเกษียณลูกค้ามีเงินพอใช้ สิ่งนี้คือการบริหารจัดการความเสี่ยง Longivity Risk และเรามีความตั้งใจจะเป็นบลจ.แรกที่ดูแลลูกค้าเราให้พอใช้หลังเกษียณ” นายวิน กล่าว นายวิน กล่าว
ส่วนเป้าหมายของ K-WealthPlus Series ได้ตั้งเป้ามีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) เพิ่มเป็น 3 แสนล้านบาท ในช่วง 3 ปีนี้ โดยปัจจุบัน AUM ของ K-Wealth Plus Series มี AUM แตะ 1.02 แสนล้านบาทแล้ว จากฐานลูกค้าทั้งหมด 118,000 ราย โดย AUM ที่บลจ.กสิกรไทยบริหารในส่วนของ K-WealthPlus Series แบ่งเป็น ลูกค้าที่ลงทุนในกองทุนรวม 9.45 หมื่นล้านบาท ลูกค้าที่ลงทุนผ่าน Povident Fund 5.1 พันล้านบาท และลูกค้าที่ลงทุนผ่าน Private Fund 3 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้กลยุทธ์ต่อไปนั้นบลจ.กสิกรไทย และเจพี มอร์แกน จะร่วมกันพัฒนาบร์การใหม่ๆที่สามารถสร้างผลตอบแทน และสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และสร้างการศึกษาที่สร้างให้กลุ่มลูกค้าทุกรายตระหนักถึงความสำคัญของการเริ่มลงทุน และการวางแผนการเกษียณ ผ่านบริการต่างๆที่จะมีการพัฒนาเพิ่มเข้ามา และยังคงเดินหน้าในการพัฒนาบุคคลากรของบลจ.กสิกรไทยให้มีศักยภาพมากขึ้น เพื่อสร้างความสามารถในการจัดพอร์ตและสร้างวางไว้วางใจให้กับลูกค้า สามารถวางแผนให้กับลูกค้าในการบริหารจัดการพอร์ตได้อย่างดีต่อเนื่อง
*ครึ่งปีหลังหุ้นไทยทรงตี ให้กรอบ 1,550-1,700 จุด
นายวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่ายังคงมีทิศทางที่ดี แม้ว่าปัจจุบันยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนของปัจจัยความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่มองว่าในระยะต่อไปจะเริ่มเห็นทิศทางของราคาน้ำมันที่เริ่มค่อยๆปรับตัวลง และจะทำให้เงินเฟ้อทยอยมีการปรับตัวลงตามด้วยเช่นกัน และช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้นได้
โดยจากปัจจัยดังกล่าวทำให้ลดผลกระทบต่อ Downside ของ GDP ไทยในปีนี้ได้ ประกอบกับในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้คาดว่าจะเห็นการกลับมาเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว จากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ทำให้จะมีปัจจัยจากภาคการท่องเที่นวกลับมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี และคาดว่ายังมีโอกาสเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เข้ามาได้เพิ่มเติม จากปัจจุบันที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิไปราว 7 หมื่นล้านบาทแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคงมีปัจจัยหนุน โดยมองกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 69 ที่ 1,550-1,700 จุด โดยธีมการลงทุนที่แนะนำยังมองในส่วนของบริษัทจดทะเบียนที่มีการจ่ายเงินปันผลที่ดี และมีกระแสเงินสดที่ดี เช่น กลุ่มแบงก์ กลุ่มสาธารณูปโภค และกลุ่มสื่อสาร เป็นต้น
นายอานิส ตียาศิริ Head of Southeast Asia and India Intermediaries เจ.พี.มอร์แกน แอสเซท เมเนจเม้นท์ (JPMAM) กล่าวว่า ในมุมมองของเจ.พี.มอร์แกน ยังมองภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในระดับที่ค่อนข้างดี แม้ว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่มีพัฒนาการที่เห็นงัดเจนมากก็ตาม แต่ในภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เจ.พี.มอร์แกน มองว่าจะเป็นการลงทุนแบบการคัดเลือกหุ้นที่สร้างโอกาสในการลงทุนเป็นรายกลุ่มที่เป็นหลัก
โดยที่ธีมการเลือกหุ้นไทยที่เจ.พี.มอร์แกน มองว่ามีความน่าสนใจจะเนินไปที่เงินปันผลและกระแสเงินสด โดยเฉพาะธีมการลงทุนในหุ้นที่ให้เงินปันผลที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นเทรนด์ของบร์ษัทจดทะเบียนในหลายๆประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะสิงคโปร์ และญี่ปุ่น ที่หันมาให้ความสำคัญกับกับการให้ Return to shareholder มากขึ้น ซึ่งหุ้นที่ให้ผลตอบแทนในกลุ่มนี้ที่ยังคงมีความโดดเด่นในตลาดหุ้นไทย คือ หุ้นกลุ่มแบงก์
โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล





