
นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ [BJC] กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจของ BJC ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 69 คาดว่ารายได้มีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก โดยที่ครึ่งปีแรกมีรายได้รวมกว่า 9.63 หมื่นล้านบาท โดยที่ปัจจัยที่สนับสนุนต่อการเติบโตขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังให้กับ BJC มาจากธุรกิจผลิตบรรจุัณฑ์แก้วและกระป๋อง ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการสั่งออเดอร์ผลิตแก้วและกระป๋องเข้ามาเป็นจำนวนมากจากลูกค้าทั้งในกลุ่มไทยเบฟฯ และลูกค้ากลุ่มอื่นๆ โดยที่ออเดอร์การผลิตแก้วและกระป๋องได้เต็มไปจนถึงสิ้นปี 69 แล้ว อีกทั้งในช่วงที่มีความผันผวนของราคาวัตถุดิบการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบการผลิตแก้วที่ราคาปรับสูงขึ้น บริษัทได้มีการล็อกราคาซื้อวัตถุดิบไปจนถึงกลางปี 70 แล้ว ทำให้ต้นทุนการผลิตยังสามารถบริหารจัดการได้
ขณะที่สินค้าในกลุ่มอุปโภคที่เป็น Personal Care ก็ยังมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสบู่แบรนด์แพรอท ที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มสบู่ Beauty Soap ได้แล้ว และบริษัทยังตั้งเป้าจะขึ้นเป็นอันดับ 1 ในทุกหมวดหมู่ของสบู่ภายในปี 70 และในส่วนของสินค้าของทานเล่นบริษัทก็ยังมีการสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์การทานของทานเล่นในปัจจุบันมาต่อเนื่อง ทำให้ยอดขายของกลุ่มของทานเล่นมีการเติบโตขึ้น 8.9% มากกว่าตลาดที่โตเพียง 2% และยังมีแนวโน้มที่เติบโตมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ที่เป็นช่วงเทศกาลไฮซีซั่น ส่วนธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์คคาดว่าหลังจากที่งบประมาณปี 70 ออกมาและเริ่มเบิกจ่ายได้แล้ว จะเริ่มเห็นการปรับตัวดีขึ้น หลังจากช่วงที่ผ่าานมามีการชะลอตัวไป เนื่องจากงบประมาณของภาครัฐยังมีความไม่แน่นอนในการเบิกจ่าย
*เดินหน้านำ BigC เข้าตลาดหุ้นตปท.ใน 3-5 ปี พร้อมมองหา Strategic Partner เพิ่มเติม
ส่วนธุรกิจบมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (Big C) ในช่วงเดือนส.ค.ที่ผ่านมาเริ่มเห็นการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) พลิกกลับมาเป็นบวกได้แล้ว และคาดว่าจะเห็นการปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ได้ จากการที่เข้าสู่ช่วงเทศกาลไฮซีซั่นของประเทศ และโมเมนตัมของเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น จะช่วยให้การจับจ่ายใช้สอยมีการฟื้นตัวขึ้นตาม แต่บริษัทก็มีการทยอยปรับปรุงสาขาต่างๆของ Big C ให้มีความทันสมัยมากขึ้น พร้อมกับอัพเกรดในส่วนของพื้นที่ค้าปลีกและฟูดส์คอร์ทที่อยู่ในพื้นที่สาขาของ Big C ให้ตอบโจทย์ต่อลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจับจ่ายใช้สอยใน Big C ในปัจจุบันมากขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับปรุงการบริการในสาขาของ Big C ให้รองรับการขายผ่าน E-Commerce เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในปัจจุบันที่ต้องการสั่งซื้อและต้องการได้รับสินค้ารวดเร็ว
ขณะเดียวกันการขยายสาขาของ Big C mini จะเน้นไปที่การขยายคอนเซปต์ใหม่มากขึ้น ที่มีพื้นที่สาขา 300 ตารางเมตร ซึ่งตอบสนองพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของลูกค้าในยุคปัจจุบันที่ต้องการความหลากหลายของสินค้า และมีโซนขนมและเครื่องดื่ม ประกอบกับมีพื้นที่จอดรถ ซึ่งปัจจุบันมีการขยายสาขารูปแบบใหม่ไปแล้ว 18 สาขา จากแผนในปีนี้ที่จะมีสาขา Big C mini รูปแบบใหม่จำนวน 120 สาขา โดยที่ปีนี้ BJC วางงบลงทุนรวมไว้ราว 1 หมื่นล้านบาท
ส่วนที่ดินของ Big C หลังจากที่ครึ่งปีแรกได้ขายไปแล้ว 19 ผืน ได้เงินเข้ามาราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทได้นำไปใช้ในการชำระคืนหนี้ และยังมีที่ดินของบิ๊กซีเหลืออีก 14 ผืนที่ยังรอการขาย ซึ่งบริษัทก็ยังไม่ปิดโอกาสในการขายหากมีผู้สนใจซื้อเข้ามา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินผืนเล็กๆ ทำให้การขายอาจจะยังค่อนข้างช้า แต่หากมีผู้สนใจเข้ามาติดต่อบริษัทก็ยินดีที่จะพูดคุยเพื่อทำการเจรจาการขายได้
สำหรับธุรกิจในเวียดนามหลังจากเข้าซื้อ MM Mega Market Vietnam (MMVN) เสร็จสิ้นในวันที่ 15 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา ก็มีการทยอยรับรู้รายได้และกำไรเข้ามาบางส่วนและยังไม่เต็มไตรมาส แต่ใในช่วงไตรมาส 3/69 จะเป็นไตรมาสแรกที่ BJC จะรับรู้รายได้และกำไรจาก MMVN เข้ามาเต็มไตรมาส ทำให้เป็นหนึ่งปัจจัยที่จะเข้ามาสนับสนุนต่อภาพรวมของผลการดำเนินงานของ BJC ในครึ่งปีหลังนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง MMVN ยังมีการเติบโตที่สูงต่อเนื่อง ซึ่ง SSSG มีการเติบโตสูงถึงตัวเลข 2 หลักต่อเนื่อง ทำให้เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สามารถหนุนต่อภาพรวมของ BJC ได้อย่างดี และคาดว่าในอนาคตข้างหน้าจะมีสัดส่วนรายได้เป็น 50% ของกลุ่มธุรกิจบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียง 15%
นอกจากนี้บริษัทยังคงเดินหน้าในการมองหาโอกาสนำ Big C เข้าตลาดหุ้นเพื่อระดมทุนนำมาเสริมศักยภาพของธุรกิจ โดยยังเป็นแผนในช่วง 3-5 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษานำเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน หรือ เวียดนาม เป็นต้น และยังอยู่ระหว่างการมองหา Strategic Partner ที่จะเข้ามาเสริมศักยภาพการเติบโตให้กับ Big C ด้วยเช่นกัน
ส่วนธุรกิจของ Big C ในกัมพูชา หลังจากที่แนวโน้มของยอดขายและกำไรชะลอตัวลง บริษัทก็มีการพิจารณาหาโอกาสในการขายให้กับผู้ที่สนใจต่างชาติ โดยมีการเจรจากับพาร์ทเนอร์จากเวียดนาม ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจา โดยปัจจุบัน Big C ในกัมพูชามีสาขาใหญ่ 2 สาขาที่มีกำไรเพียงเล็กน้อย และสาขาเล็ก 19 สาขา ซึ่งเป็นสาขาที่ขาดทุน ทำให้บริษัทมองหาโอกาสในการขายธุรกิจ Big C ในกัมพูชาให้กับผู้สนใจแทน
โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/รัชดา คงขุนเทียน




